Domain HostingDomain HostingDomain Hosting


เทียบให้เห็นชัดๆ G Suite Vs Office 365 คลาวด์แพลทฟอร์มแบบไหนเหมาะกับคุณ

  Nareerat
  อัพเดทเมื่อ 2018-05-29 11:43:57



 GSuite-VS-Office365-min.png

 

รู้หรือไม่?

ด้วยไลฟ์สไตล์การทำงานของชาวออฟฟิศในปัจจุบันที่เน้นการทำงานที่สะดวกสบาย Cloud Computing จึงเข้ามามีบทมากขึ้น ช่วยให้เราสามารถใช้งานได้ทั้งอีเมล, การสนทนาออนไลน์, งานเอกสาร ผ่านอุปกรณ์ที่หลากหลาย และทำงานได้ทุกที่ ทุกเวลา ซึ่งนี่ถือเป็นหัวใจของระบบ Cloud เลยทีเดียว

2 ค่ายใหญ่ที่ให้บริการก็คือ Google ที่นำเสนอ G Suite (ชื่อเดิม Google Apps) และ Microsoft ที่นำเสนอ Office 365

แม้ว่าทั้งสองตัวเลือกจะมีฟังก์ชั่นการใช้งานที่คล้ายกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอีเมล(สามารถใช้โดเมนเป็นชื่อบริษัทของคุณเอง yourname@yourcompany.com), พื้นที่จัดเก็บข้อมูล, ประชุมออนไลน์ผ่านทางวิดีโอ, การทำงานบนเอกสารออนไลน์ร่วมกัน แต่ก็ยังมีความแตกต่างกันอยู่มาก

วันนี้ Netway จึงขอเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างระหว่าง G Suite (ชื่อเดิม Google Apps) และ Microsoft Office 365 ให้คุณพิจารณาว่าจะเลือกคลาวด์แพลทฟอร์มแบบไหนให้เหมาะกับธุรกิจของคุณ

 

ราคาและ Plan การใช้งานของทั้งสองค่ายแตกต่างกันอย่างไร ?
(อัพเดทข้อมูลล่าสุดเมื่อ กันยายน 2017)

G Suite - Pricing

สำหรับ G Suite จะมี Plan การใช้งานที่ค่อนข้างตรงไปตรงมากับลูกค้าเนื่องจากมีเพียงสาม Plan เท่านั้นคือ

  1. Basic : ฿107/User/เดือน (ถ้าเป็นรายปี ฿1,070/User/ปี)
  2. Business : ฿360/User/เดือน (ถ้าเป็นรายปี ฿4,200/User/ปี)
  3. Enterprise : ราคาตามการใช้งาน (Request from Google)

“Basic” Plan จะมีฟีเจอร์หลักๆดังนี้

  1. อีเมลสำหรับธุรกิจสามารถใช้ชื่อโดเมนเป็นชื่อบริษัทของตัวเอง (yourname@yourcompany.com)
  2. การโทรวิดีโอและเสียง (ผ่าน Google Hangouts)
  3. แชร์ปฏิทินออนไลน์
  4. เอกสารสเปรดชีตและงานนำเสนอออนไลน์
  5. พื้นที่เก็บข้อมูลออนไลน์ 30 GB สำหรับการซิงค์และแชร์ไฟล์
  6. Google Sites (สร้างเว็บไซต์ง่ายๆแบบ OnePage หรือใช้เป็น Intranet)
  7. การควบคุมและการรักษาความปลอดภัยของผู้ดูแลระบบ
  8. ติดต่อแจ้งปัญหาการใช้งานทางโทรศัพท์และอีเมลได้ตลอด 24/7

มาต่อกันที่ “Business” Plan จะมีฟีเจอร์นอกเหนือจากตัว Basic คือ

  1. พื้นที่เก็บข้อมูลออนไลน์แบบ “Unlimited” (หรือ 1 TB หากองค์กรของคุณมีผู้ใช้น้อยกว่า 5 ราย)
  2. ตรวจสอบและรายงานข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเนื้อหาและการแชร์ไดรฟ์
  3. eDiscovery ครอบคลุมอีเมล/แชท/เอกสารและไฟล์
  4. Email Archives / นโยบายการเก็บรักษาข้อความ

และปิดท้ายสำหรับ “Enterprise” Plan คุณจะได้รับฟีเจอร์ทั้งหมดของ “Basic” และ “Business” พร้อมด้วย

  1. การป้องกันข้อมูลสูญหายสำหรับไฟล์และอีเมล
  2. ฟังก์ชั่นเพิ่มเติมจาก Third Party Tools ที่จะช่วยให้การทำงานของคุณง่ายขึ้น
  3. S/MIME สำหรับ Gmail (การเข้ารหัสที่ดีขึ้นสำหรับอีเมล)
  4. การควบคุมและการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงของผู้ดูแลระบบ
  5. รายงานเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้อีเมลผ่าน BigQuery

 

สำหรับ G Suite ผู้ใช้งานหลักๆจะเป็นการใช้งานแบบ Basic และ Business Plan ตามลำดับซึ่งทั้ง 2 Plan มีฟังก์ชั่นการใช้งานที่ค่อนข้างครบเครื่องเหมาะกับการทำงานเพราะมีทั้งอีเมล/พื้นที่จัดเก็บไฟล์ 30GB (Unlimited สำหรับ Busines plan)/เอกสารสเปรดชีตและงานนำเสนอออนไลน์ อีกทั้งยังสามารถหาฟังก์ชั่นที่ช่วยให้คุณทำงานแบบง่ายๆคูลๆ ได้จาก Third Party Apps ที่มีให้เลือกมากมายใน Google Apps Marketplace

แต่สำหรับ Business และ Enterprise Plan จะมีฟังก์ชั่นน่าสนใจที่เรียกว่า e-Discovery ที่จะช่วยให้คุณสามารถเก็บข้อมูลการสื่อสารทั้งหมดในองค์กรครอบคลุมอีเมล/แชท/เอกสารและไฟล์ โดยการกำหนด Rule สำหรับ User ที่ใช้งานในองค์กร

 

Office 365 - Pricing

สำหรับผลิตภัณฑ์ของ Microsoft อย่าง Office 365 จะมี Plan การใช้งานที่ค่อนข้างหลากหลายไล่มาตั้งแต่ Home, Business, Enterprise และ Plan สำหรับการศึกษาอย่าง Education แต่เราจะมาโฟกัสหลักๆใน Plan ที่มีการใช้งานจำนวนมากอย่าง Business และ Enterprise ตามด้านล่างนี้เลยครับ

  1. Business Essentials - ฿168/User/เดือน (ถ้าเป็นรายปี ฿1,920/User/ปี
  2. Business - ฿291/User/เดือน (ถ้าเป็นรายปี ฿3,320/User/ปี)
  3. Business Premium - ฿420/User/เดือน (ถ้าเป็นรายปี ฿4,790/User/ปี)
  4. Enterprise E1 - ฿262/User/เดือน (ถ้าเป็นรายปี ฿2,990/User/ปี)
  5. Enterprise ProPlus - ฿387/User/เดือน (ถ้าเป็นรายปี ฿4,420/User/ปี)
  6. Enterprise E3 - ฿630/User/เดือน (ถ้าเป็นรายปี ฿7,190/User/ปี)
  7. Enterprise E5 - ฿1,182/User/เดือน (ถ้าเป็นรายปี ฿13,500/User/ปี)
  8. Exchange Online Plan 1 - ฿140/User/เดือน (ถ้าเป็นรายปี ฿1,590/User/ปี)

สำหรับการใช้งาน Office 365 ใน “Business” Plan จะมีข้อดีคือคุณสามารถชำระเงินแบบรายเดือนได้(ไม่ต้องจ่ายล่วงหน้าเป็นรายปี) ซึ่งหมายความว่าถ้าองค์กรณ์ของคุณมีแนวโน้มที่จะหดตัวหรือเติมโตมากขึ้น มีการเพิ่ม/ลด จำนวน User ที่ใช้งานตลอดเวลานับว่า Plan นี้เหมาะกับองค์กรของคุณมากแต่ก็มีข้อเสียคือจำกัดผู้ใช้งานแค่ 300 User/Plan เท่านั้น

โดยทุก plan ของ Office 365 จะมี Microsoft Office สำหรับ Desktop (Word, Excel, Powerpoint ฯลฯ) มีเพียง Enterprise E1 ที่ให้บริการออนไลน์เท่านั้น

เทียบราคา Plan G Suite และ Office 365

G Suite “Basic” (฿107/User/เดือน) - Office 365 “Business Essential” (฿168/User/เดือน)

G Suite “Business” (฿360/User/เดือน) - Office 365 “Enterprise E3” (฿630/User/เดือน)

 

สรุป

จะเห็นได้ว่าถ้าคุณต้องการประหยัดหรือต้องการควบคุมค่าใช้จ่ายต่อเดือนให้อยู่ในระดับต่ำกว่าเดิมอาจจะต้องเลือกใช้ G Suite มากกว่า Office 365 จะเห็นได้ว่า Office 365 “Enterprise E3” มีค่าใช้จ่ายสูงกว่า G Suite “Business” เกือบเท่าตัวเลยทีเดียว แต่นอกจากเรื่องราคาแล้วก็ยังมีตัวแปรอื่นๆที่มีผลต่อการตัดสินใจ เช่น ลักษณะเฉพาะของผลิตภัณฑ์แต่ละตัวว่าเหมาะกับธุรกิจของคุณเพียงใด ถ้ามีข้อสงสัยหรือคำถามเพิ่มเติมสามารถโทรเข้ามาปรึกษาเราได้ที่ 02-912-2558

 

ฟีเจอร์การใช้งานของทั้งสองค่ายแตกต่างกันอย่างไร ?

1. พื้นที่จัดเก็บข้อมูล (File Storage)

ถ้าจะพูดถึง Plan ในระดับเริ่มต้นของทั้ง 2 ค่ายแล้ว Office 365 ดูแล้วจะชนะแบบขาดลอยด้วยพื้นที่เก็บข้อมูลถึง 1TB ใน “Business Essentials” Plan เทียบกับ G Suite ”Basic” Plan ที่ให้พื้นที่จัดเก็บเพียง 30GB แล้วมากกว่าถึง 33 เท่าเลยทีเดียว

มาดูที่ G Suite “Business” Plan ที่ให้พื้นที่จัดเก็บข้อมูลแบบ Unlimited (มีผู้ใช้งาน 5 คนขึ้นไป) เรียกได้ว่าโดนใจใครหลายๆคนที่ทำธุรกิจที่ต้องการเก็บไฟล์มัลติมีเดียขนาดใหญ่ไว้ในระบบคลาวด์แน่นอนเพราะไม่ต้องกังวลเรื่องพื้นที่การใช้งานเต็ม หลายคนอาจจะคิดว่า Office 365 ให้พื้นที่จัดเก็บถึง 1TB (ในทุก Plan การใช้งาน) ก็น่าจะเพียงพอ อาจจะฟังดูเยอะแต่คุณอาจจะต้องแปลกใจว่าพื้นที่ของคุณจะเต็มอย่างรวดเร็วหากเก็บไฟล์มัลติมีเดียขนาดใหญ่ในไดร์ฟของคุณ ทำให้จุดนี้เองที่เป็นหมัดเด็ดให้ G Suite “Business” เอาชนะ Office 365 ไปได้

Office 365 และ G Suite ให้คุณสามารถซื้อพื้นที่จัดเก็บเพิ่มเติมได้ตามเกณฑ์ต่อผู้ใช้โดย Office 365 ทุกๆ 1 GB จะมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ $0.20/User ส่วนของ G Suite “Basic” จะมีตัวเลือกการจัดเก็บข้อมูลเพิ่มเติมหลายระดับซึ่งเริ่มต้นที่ 20GB ($4/เดือน) และมากสุดถึง 16TB ($1,430/เดือน)

License size

Monthly price

 

USD

EUR

THB

20 GB

$4.00

€3,00

฿144

50 GB

$7.50

€6,00

฿270

200 GB

$17.50

€13,50

฿630

400 GB

$35.00

€26,50

฿1,260

1 TB

$89.00

€67,00

฿3,204

2 TB

$179.00

€134,00

฿6,444

4 TB

$358.00

€268,00

฿12,888

8 TB

$716.00

€535,00

฿25,776

16 TB

$1,430.00

€1068,00

฿51,480


แต่ถ้าองค์กรของคุณมีผู้ใช้งานน้อยกว่า 5 คนการใช้งาน G Suite จะมีพื้นที่การจัดเก็บเพียง 1TB ถ้าต้องการใช้พื้นที่มากขึ้นการอัพเกรดจาก “Basic” ขึ้นไปเป็น “Business” Plan จะมีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่า

 

สรุป

จะเห็นว่าแต่ละค่ายมีจุดเด่น/จุดด้อยแตกต่างกันตาม Plan การใช้งานและจำนวนผู้ใช้งานในองค์กรของคุณ ดังนั้นเลือก Plan ให้เหมาะกับองค์กรของคุณเพราะนอกจากจะลดค่าใช้จ่ายได้แล้วยังช่วยให้สามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพอีกด้วย หากมีข้อสงสัยหรือคำถามเพิ่มเติมสามารถโทรเข้ามาปรึกษาเราได้ที่ 02-912-2558

 

2. อีเมล (Email)

ถ้าจะเปรียบเทียบในระดับเริ่มต้นของแต่ละค่ายแล้วค่าใช้จ่าย (฿168/User/เดือน) ของ Office 365 ที่ให้พื้นที่จัดเก็บข้อมูลอีเมลขนาด 50GB โดยไม่รวมกับพื้นที่จัดเก็บไฟล์ 1TB ดูเป็นเรื่องที่ใจกว้างมากถ้าเทียบกับค่าใช้จ่าย ($107/User/เดือน) ของ G Suite ที่ผู้ใช้งานจะมีพื้นที่เก็บข้อมูลรวมกันทั้งอีเมลและไดรฟ์เพียง 30GB เท่านั้น

อย่างไรก็ตามถ้าคุณเลือกใช้ G Suite “Business” Plan (฿360/User/เดือน และมีผู้ใช้งานมากกว่า 5 คน) คุณมีพื้นที่จัดเก็บอีเมลและไฟล์แบบ Unlimited ถ้าเปรียบเทียบเฉพาะพื้นที่การจัดเก็บอีเมลแล้วถือว่าสูสีกันเพราะพื้นที่จัดเก็บ 50 GB ของ Office 365 ก็ยังถือว่าเยอะมากสำหรับการใช้อีเมล ในแง่ฟังก์ชั่นการค้นหา G Suite มีประสิทธิภาพรวดเร็วและง่ายในการค้นหาข้อความ ด้วยฟังก์ชันการค้นหาที่มีประสิทธิภาพมากกว่าของ Office 365

 

สรุป

ถ้ามองในเรื่องขนาดพื้นที่การใช้งานอีเมลแล้วถือว่าทั้งสองค่ายสูสีกันแต่จะมีความแตกต่างที่ UI การใช้งานเช่นคนที่เคยใช้ Gmail จะรู้สึกใช้งาน G Suite ได้ง่ายกว่าหรือคนที่เคยใช้ Outlook จะคุ้นเคยกับหน้าตาของ Office 365 มากกว่าเป็นต้น ส่วนข้อดีที่ G Suite มีมากกว่าคือ Third-Party Apps ที่ช่วยให้คุณใช้งานอีเมลได้ง่ายกว่าเดิม ที่สำคัญมีให้เลือกเยอะและฟังก์ชั่นค่อนข้างตรงตามความต้องการของผู้ใช้งาน

 

3. การนำเสนอ (Presentation)

ทั้งสองค่ายต่างก็มีฟังก์ชั่นการนำเสนอของตัวเองทั้ง Google Slides และ Micorsoft Powerpoint โดยแอปทั้งสองสามารถทำงานร่วมกันแบบเรียลไทม์ได้, สามารถแชร์งานนำเสนอ, ควบคุมการเข้าถึงโดยผู้ใช้ภายใน/ภายนอกและทำ Version Control โดย Powerpoint จะมีความนิยมมากกว่าเนื่องจากมีธีมให้่เลือกค่อนข้างหลากหลายต่างจาก Google Slides ที่มีลูกเล่นน้อยกว่า

แต่ถ้าคุณกำลังแก้ไขไฟล์ออนไลน์บนบราวเซอร์ ถ้าต้องการดูการนำเสนองานจาก Powerpoint คุณต้องทำการเซฟใน Microsoft Onedrive หรือ Dropbox ใน Powerpoint Online ที่ office.live.com เสียก่อน แต่ในฝั่งของ Google จะดีกว่าตรงที่สามารถดู Slides ได้จากทุกอุปกรณ์ที่มีอินเทอร์เน็ตบราวเซอร์ แถมยังสามารถเปิดได้แม้ว่าจะทำงานแบบ Offline อีกด้วย! นอกจากนั้น Google Slide ยังมีฟีเจอร์อื่นๆที่น่าสนใจอีก เช่น สามารถแทรก Slide แนบไปในอีเมล/Google Sites และยังโอนย้ายความเป็นเจ้าของงานนั้นๆให้คนอื่นได้อีกด้วย

สรุป

แอปนำเสนอจากทั้งสองค่ายนั้นต่างช่วยให้คุณสามารถสร้างงานนำเสนอที่ดูเป็นมืออาชีพได้ทั้งคู่ ซึ่งถ้าคุณกำลังมองหาแอปที่ใช้ทำงานนำเสนอที่เป็นที่รู้จักมานานสำหรับผู้ใช้งานทั่วไป แน่นอนว่าต้องเป็น Powerpoint แต่ถ้าต้องการความยืดหยุ่นที่สามารถใช้ได้ในทุกระบบปฎิบัติการ และมีความคล่องตัวในการทำงานร่วมกันเป็นทีม Google Slides น่าจะเป็นคำตอบที่โดนใจสำหรับคุณ

 

4. ปฎิทิน (Calendar)

Microsoft Outlook และ Google Calendar ต่างก็มีฟีเจอร์ที่มากมายที่คล้ายกัน เช่น การจัดการประชุม, สร้างตารางนัดหมาย แต่ในฝั่งของ Microsoft Outlook คุณจำเป็นจะต้องมี Microsoft Exchange Account เสียก่อนเพื่อที่จะเข้าใช้งานฟีเจอร์ต่างๆ ที่กล่าวมา แต่ในขณะที่ Google คุณสามารถใช้ Calendar ได้ง่าย ๆ แม้จะเป็นฟรี Account และปัญหาใหญ่สำหรับผู้ใช้งาน Outlook ที่มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดคือคุณต้องใช้งานบนเครื่องที่มีการติดตั้ง Microsoft Outlook ก่อนถึงจะใช้งานได้ แต่ในทางตรงกันข้ามคุณสามารถใช้งาน Google Calendar จากทุกอุปกรณ์ที่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้

 

สรุป

Google Calendar ถูกออกแบบมาให้ใช้งานได้ง่ายมีความยืดหยุ่นและคล่องตัวสูง โดยฟีเจอร์ที่น่าจะโดนใจใครหลายๆคนคือ สามารถตรวจสอบได้ว่าผู้ใช้งานอื่นๆ มีช่วงเวลาใดที่ว่างตรงกันทำให้สามารถนัดเวลาประชุมที่สะดวกสำหรับทุกๆคนได้, แนบไฟล์งานเข้าไปเพื่อให้ทุกคนในทีมเห็นร่วมกันเมื่อทำการประชุม และยังสามารถเปลี่ยน Timezone ตามการนัดหมายต่าง ๆ โดยขึ้นอยู่กับสถานที่ ที่คุณอยู่ได้อีกด้วย

 

5. วิดีโอคอล (Video Call)

ทั้ง G Suite และ Office 365 ต่างก็มีฟังก์ชั้นประชุมผ่านวิดีโอนั่นคือ Skype และ Hangout โดยทั้งสองค่ายมีฟีเจอร์หลายๆอย่างที่คล้ายกันแต่ Hangout จะมีการใช้ทรัพยากรในการโทรที่น้อยกว่าและโหลดได้เร็วกว่า อย่างไรก็ตามถ้าพูดถึงเรื่องจำนวนของผู้เข้าร่วมประชุมแล้ว Office 365 จะค่อนข้างทำได้ดีกว่าโดยจำนวนผู้เข้าร่วมประชุมสูงสุดถึง 250 คน แต่ Google Hangouts ได้สูงสุดแค่ 25 คนเท่านั้น

แต่ Google Hangouts ยังมีความสามาถในการทำ Live Presentations หรือจะเรียกว่าการถ่ายทอดสดก็ได้ซึ่งความสามารถนี้สามารถเปิดโอกาสให้คนที่สนใจเข้าชมการ Live ได้โดยไม่จำกัดจำนวนผู้เช้าชมอีกด้วยและในขณะทำการ Live ก็สามารถแชร์หน้าจอการประชุมร่วมกันได้ โดยก่อน Live จริง ก็ยังสามารถทำการทดสอบเสียงและการแชร์ต่าง ๆ ก่อนทำการเชิญผู้เข้าร่วมประชุมได้อีกด้วย

 

สรุป

Skype จะเป็นที่รู้จักและมีผู้ใช้งานที่มากกว่าเพราะได้มีการปล่อยให้ใช้งานในปี 2003 เป็นแอปแรกๆที่มีคุณสมบัติการใช้งานพื้นฐานทั่วไปสำหรับการทำวีดีโอคอล ส่วนของ Google Hangouts นั้นแม้ว่าจะมีผู้ร่วมประชุมได้สูงสุดเพียง 25 คน แต่ก็มีฟีเจอร์ดีๆอย่างอื่นอย่างการทำ Live Presentations หรือการถ่ายทอดสดและบันทึกให้โดยอัตโนมัติอีกด้วย

 

 6. การทำงานร่วมกันแบบเรียลไทม์

นับว่าเป็นฟังก์ชั่นที่ยอดเยี่ยมมากสำหรับทั้งสองค่ายเพราะก่อนหน้านี้เราจะคุ้นชินกับโปรแกรม Microsoft Word ที่เวลาจะใช้งานต้องทำการติดตั้งลงบนเครื่องที่ต้องการก่อนทำให้ไม่มีความคล่องตัวในการทำงาน ถึงแม้ว่าจะมีเวอร์ชั่นออนไลน์บน Cloud ที่เรียกกันว่า Word Online ไปก่อนหน้านี้แต่ก็มีข้อจำกัดในฟีเจอร์บางอย่างอยู่ แต่ปัจจุบัน G Suite ได้มีการออกแบบ Google Docs ที่ทำงานบนคลาวด์แบบเต็มรูปแบบทำให้สามารถใช้งานร่วมกันเป็นทีมได้ง่าย รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังสามารถแสดงความคิดเห็น, ส่งข้อความ, Assign งานผ่านหน้าเอกสารได้อีกด้วย และที่โดดเด่นที่สุดคือสามารถใช้งานผ่านอุปกรณ์ที่หลากหลาย และทำงานได้ทุกที่ ทุกเวลา

 

สรุป

ทั้ง Google Docs และ Word Online นั้นต่างก็สามารถทำงานร่วมกันแบบเรียลไทม์ได้แต่ Google Docs จะใช้งานได้สะดวกกว่าเพราะถูกออกแบบมาให้ทำงานบน Cloud เต็มตัว ทำให้การทำงานมีความรวดเร็วมากกว่า, สั่งงานด้วยเสียงได้, สามารถแปลภาษาได้ในหลายรูปแบบ และสามารถใช้งานได้กับทุกอุปกรณ์ไปพร้อมกันและยังทำงานแบบ Offline ได้อีกด้วย

 

 7. สเปรดชีต (Spreadsheet)

ถ้าพูดว่า Spreadsheet หลายๆคนอาจจะไม่คุ้นหูนักแต่ถ้าพูดถึง Microsoft Excel น่าจะรู้จักกันเป็นอย่างดี ในฟังก์ชั่นนี้บอกได้เลยว่าทั้งสองค่ายมีประสิทธิ์ภาพที่ไม่ด้อยกว่ากัน ซึ่งทั้ง Microsoft Excel และ Google Sheets นั้นสามารถรองรับการทำงานที่ต้องการได้ไม่ว่าจะเป็นการคำนวณ สร้างกราฟ วิเคราะห์ข้อมูล และสำหรับ Google Sheets ถ้าคุณลืมการกด “บันทึก” ไปได้เลยเพราะการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดของคุณจะถูกบันทึกไว้ขณะที่คุณพิมพ์โดยอัตโนมัติ ที่สำคัญคุณยังสามารถดูประวัติการแก้ไขเพื่อดูเวอร์ชันเก่าๆ ของงานและเรียกกลับคืนมาได้อีกด้วย

 

สรุป

Google Sheets มีจุดเด่นหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึง/สร้าง/แก้ไข สเปรดชีต ของคุณได้จากทุกที่ ทุกอุปกรณ์ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ แท๊บเล็ตหรือคอมพิวเตอร์และทำงานได้แม้ว่าจะไม่ได้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต, แชร์ได้ทั้งผู้ใช้งานภายในและภายนอก, แชท/แสดงความเห็น/Assign งานบน Sheet ได้เลย ที่แจ่มสุดๆคือสามารถใช้ฟังก์ชั่นสูตรต่างๆได้เช่นเดียวกับ Microsoft Excel ได้อีกด้วย

 

เป็นอย่างไรบ้างครับกับการแนะนำฟีเจอร์และเปรียบเทียบคลาวด์แพลทฟอร์มจาก 2 ค่ายใหญ่ที่ให้บริการทั้ง Google ที่นำเสนอ G Suite (ชื่อเดิม Google Apps) และ Microsoft ที่นำเสนอ Office 365 หวังว่าทุกท่านจะสามารถเลือกคลาวด์แพลทฟอร์มที่เหมาะกับองค์กรได้นะครับ ถ้ามีข้อสงสัยหรือคำถามเพิ่มเติมสามารถโทรเข้ามาปรึกษาเราได้ที่ 02-912-2558 หรือ Live Chat ผ่านหน้าเว็บ Netway.co.th ได้ตลอด 24 ช.ม.

 

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ Netway Group ได้ตลอด 24 ช.ม.

โทร 0-2912-2558

Live Chat ผ่าน www.netway.co.th

อีเมล support@netway.co.th








บทความนี้มีประโยชน์หรือไม่
0 จาก 0 เห็นว่ามีประโยชน์

มีคำถามเพิ่มเติมหรือไม่ ส่งคำร้องขอ

เทียบให้เห็นชัดๆ G Suite Vs Office 365 คลาวด์แพลทฟอร์มแบบไหนเหมาะกับคุณ

  Nareerat
  อัพเดทเมื่อ 2018-05-29 11:43:57


 GSuite-VS-Office365-min.png

 

รู้หรือไม่?

ด้วยไลฟ์สไตล์การทำงานของชาวออฟฟิศในปัจจุบันที่เน้นการทำงานที่สะดวกสบาย Cloud Computing จึงเข้ามามีบทมากขึ้น ช่วยให้เราสามารถใช้งานได้ทั้งอีเมล, การสนทนาออนไลน์, งานเอกสาร ผ่านอุปกรณ์ที่หลากหลาย และทำงานได้ทุกที่ ทุกเวลา ซึ่งนี่ถือเป็นหัวใจของระบบ Cloud เลยทีเดียว

2 ค่ายใหญ่ที่ให้บริการก็คือ Google ที่นำเสนอ G Suite (ชื่อเดิม Google Apps) และ Microsoft ที่นำเสนอ Office 365

แม้ว่าทั้งสองตัวเลือกจะมีฟังก์ชั่นการใช้งานที่คล้ายกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอีเมล(สามารถใช้โดเมนเป็นชื่อบริษัทของคุณเอง yourname@yourcompany.com), พื้นที่จัดเก็บข้อมูล, ประชุมออนไลน์ผ่านทางวิดีโอ, การทำงานบนเอกสารออนไลน์ร่วมกัน แต่ก็ยังมีความแตกต่างกันอยู่มาก

วันนี้ Netway จึงขอเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างระหว่าง G Suite (ชื่อเดิม Google Apps) และ Microsoft Office 365 ให้คุณพิจารณาว่าจะเลือกคลาวด์แพลทฟอร์มแบบไหนให้เหมาะกับธุรกิจของคุณ

 

ราคาและ Plan การใช้งานของทั้งสองค่ายแตกต่างกันอย่างไร ?
(อัพเดทข้อมูลล่าสุดเมื่อ กันยายน 2017)

G Suite - Pricing

สำหรับ G Suite จะมี Plan การใช้งานที่ค่อนข้างตรงไปตรงมากับลูกค้าเนื่องจากมีเพียงสาม Plan เท่านั้นคือ

  1. Basic : ฿107/User/เดือน (ถ้าเป็นรายปี ฿1,070/User/ปี)
  2. Business : ฿360/User/เดือน (ถ้าเป็นรายปี ฿4,200/User/ปี)
  3. Enterprise : ราคาตามการใช้งาน (Request from Google)

“Basic” Plan จะมีฟีเจอร์หลักๆดังนี้

  1. อีเมลสำหรับธุรกิจสามารถใช้ชื่อโดเมนเป็นชื่อบริษัทของตัวเอง (yourname@yourcompany.com)
  2. การโทรวิดีโอและเสียง (ผ่าน Google Hangouts)
  3. แชร์ปฏิทินออนไลน์
  4. เอกสารสเปรดชีตและงานนำเสนอออนไลน์
  5. พื้นที่เก็บข้อมูลออนไลน์ 30 GB สำหรับการซิงค์และแชร์ไฟล์
  6. Google Sites (สร้างเว็บไซต์ง่ายๆแบบ OnePage หรือใช้เป็น Intranet)
  7. การควบคุมและการรักษาความปลอดภัยของผู้ดูแลระบบ
  8. ติดต่อแจ้งปัญหาการใช้งานทางโทรศัพท์และอีเมลได้ตลอด 24/7

มาต่อกันที่ “Business” Plan จะมีฟีเจอร์นอกเหนือจากตัว Basic คือ

  1. พื้นที่เก็บข้อมูลออนไลน์แบบ “Unlimited” (หรือ 1 TB หากองค์กรของคุณมีผู้ใช้น้อยกว่า 5 ราย)
  2. ตรวจสอบและรายงานข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเนื้อหาและการแชร์ไดรฟ์
  3. eDiscovery ครอบคลุมอีเมล/แชท/เอกสารและไฟล์
  4. Email Archives / นโยบายการเก็บรักษาข้อความ

และปิดท้ายสำหรับ “Enterprise” Plan คุณจะได้รับฟีเจอร์ทั้งหมดของ “Basic” และ “Business” พร้อมด้วย

  1. การป้องกันข้อมูลสูญหายสำหรับไฟล์และอีเมล
  2. ฟังก์ชั่นเพิ่มเติมจาก Third Party Tools ที่จะช่วยให้การทำงานของคุณง่ายขึ้น
  3. S/MIME สำหรับ Gmail (การเข้ารหัสที่ดีขึ้นสำหรับอีเมล)
  4. การควบคุมและการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงของผู้ดูแลระบบ
  5. รายงานเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้อีเมลผ่าน BigQuery

 

สำหรับ G Suite ผู้ใช้งานหลักๆจะเป็นการใช้งานแบบ Basic และ Business Plan ตามลำดับซึ่งทั้ง 2 Plan มีฟังก์ชั่นการใช้งานที่ค่อนข้างครบเครื่องเหมาะกับการทำงานเพราะมีทั้งอีเมล/พื้นที่จัดเก็บไฟล์ 30GB (Unlimited สำหรับ Busines plan)/เอกสารสเปรดชีตและงานนำเสนอออนไลน์ อีกทั้งยังสามารถหาฟังก์ชั่นที่ช่วยให้คุณทำงานแบบง่ายๆคูลๆ ได้จาก Third Party Apps ที่มีให้เลือกมากมายใน Google Apps Marketplace

แต่สำหรับ Business และ Enterprise Plan จะมีฟังก์ชั่นน่าสนใจที่เรียกว่า e-Discovery ที่จะช่วยให้คุณสามารถเก็บข้อมูลการสื่อสารทั้งหมดในองค์กรครอบคลุมอีเมล/แชท/เอกสารและไฟล์ โดยการกำหนด Rule สำหรับ User ที่ใช้งานในองค์กร

 

Office 365 - Pricing

สำหรับผลิตภัณฑ์ของ Microsoft อย่าง Office 365 จะมี Plan การใช้งานที่ค่อนข้างหลากหลายไล่มาตั้งแต่ Home, Business, Enterprise และ Plan สำหรับการศึกษาอย่าง Education แต่เราจะมาโฟกัสหลักๆใน Plan ที่มีการใช้งานจำนวนมากอย่าง Business และ Enterprise ตามด้านล่างนี้เลยครับ

  1. Business Essentials - ฿168/User/เดือน (ถ้าเป็นรายปี ฿1,920/User/ปี
  2. Business - ฿291/User/เดือน (ถ้าเป็นรายปี ฿3,320/User/ปี)
  3. Business Premium - ฿420/User/เดือน (ถ้าเป็นรายปี ฿4,790/User/ปี)
  4. Enterprise E1 - ฿262/User/เดือน (ถ้าเป็นรายปี ฿2,990/User/ปี)
  5. Enterprise ProPlus - ฿387/User/เดือน (ถ้าเป็นรายปี ฿4,420/User/ปี)
  6. Enterprise E3 - ฿630/User/เดือน (ถ้าเป็นรายปี ฿7,190/User/ปี)
  7. Enterprise E5 - ฿1,182/User/เดือน (ถ้าเป็นรายปี ฿13,500/User/ปี)
  8. Exchange Online Plan 1 - ฿140/User/เดือน (ถ้าเป็นรายปี ฿1,590/User/ปี)

สำหรับการใช้งาน Office 365 ใน “Business” Plan จะมีข้อดีคือคุณสามารถชำระเงินแบบรายเดือนได้(ไม่ต้องจ่ายล่วงหน้าเป็นรายปี) ซึ่งหมายความว่าถ้าองค์กรณ์ของคุณมีแนวโน้มที่จะหดตัวหรือเติมโตมากขึ้น มีการเพิ่ม/ลด จำนวน User ที่ใช้งานตลอดเวลานับว่า Plan นี้เหมาะกับองค์กรของคุณมากแต่ก็มีข้อเสียคือจำกัดผู้ใช้งานแค่ 300 User/Plan เท่านั้น

โดยทุก plan ของ Office 365 จะมี Microsoft Office สำหรับ Desktop (Word, Excel, Powerpoint ฯลฯ) มีเพียง Enterprise E1 ที่ให้บริการออนไลน์เท่านั้น

เทียบราคา Plan G Suite และ Office 365

G Suite “Basic” (฿107/User/เดือน) - Office 365 “Business Essential” (฿168/User/เดือน)

G Suite “Business” (฿360/User/เดือน) - Office 365 “Enterprise E3” (฿630/User/เดือน)

 

สรุป

จะเห็นได้ว่าถ้าคุณต้องการประหยัดหรือต้องการควบคุมค่าใช้จ่ายต่อเดือนให้อยู่ในระดับต่ำกว่าเดิมอาจจะต้องเลือกใช้ G Suite มากกว่า Office 365 จะเห็นได้ว่า Office 365 “Enterprise E3” มีค่าใช้จ่ายสูงกว่า G Suite “Business” เกือบเท่าตัวเลยทีเดียว แต่นอกจากเรื่องราคาแล้วก็ยังมีตัวแปรอื่นๆที่มีผลต่อการตัดสินใจ เช่น ลักษณะเฉพาะของผลิตภัณฑ์แต่ละตัวว่าเหมาะกับธุรกิจของคุณเพียงใด ถ้ามีข้อสงสัยหรือคำถามเพิ่มเติมสามารถโทรเข้ามาปรึกษาเราได้ที่ 02-912-2558

 

ฟีเจอร์การใช้งานของทั้งสองค่ายแตกต่างกันอย่างไร ?

1. พื้นที่จัดเก็บข้อมูล (File Storage)

ถ้าจะพูดถึง Plan ในระดับเริ่มต้นของทั้ง 2 ค่ายแล้ว Office 365 ดูแล้วจะชนะแบบขาดลอยด้วยพื้นที่เก็บข้อมูลถึง 1TB ใน “Business Essentials” Plan เทียบกับ G Suite ”Basic” Plan ที่ให้พื้นที่จัดเก็บเพียง 30GB แล้วมากกว่าถึง 33 เท่าเลยทีเดียว

มาดูที่ G Suite “Business” Plan ที่ให้พื้นที่จัดเก็บข้อมูลแบบ Unlimited (มีผู้ใช้งาน 5 คนขึ้นไป) เรียกได้ว่าโดนใจใครหลายๆคนที่ทำธุรกิจที่ต้องการเก็บไฟล์มัลติมีเดียขนาดใหญ่ไว้ในระบบคลาวด์แน่นอนเพราะไม่ต้องกังวลเรื่องพื้นที่การใช้งานเต็ม หลายคนอาจจะคิดว่า Office 365 ให้พื้นที่จัดเก็บถึง 1TB (ในทุก Plan การใช้งาน) ก็น่าจะเพียงพอ อาจจะฟังดูเยอะแต่คุณอาจจะต้องแปลกใจว่าพื้นที่ของคุณจะเต็มอย่างรวดเร็วหากเก็บไฟล์มัลติมีเดียขนาดใหญ่ในไดร์ฟของคุณ ทำให้จุดนี้เองที่เป็นหมัดเด็ดให้ G Suite “Business” เอาชนะ Office 365 ไปได้

Office 365 และ G Suite ให้คุณสามารถซื้อพื้นที่จัดเก็บเพิ่มเติมได้ตามเกณฑ์ต่อผู้ใช้โดย Office 365 ทุกๆ 1 GB จะมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ $0.20/User ส่วนของ G Suite “Basic” จะมีตัวเลือกการจัดเก็บข้อมูลเพิ่มเติมหลายระดับซึ่งเริ่มต้นที่ 20GB ($4/เดือน) และมากสุดถึง 16TB ($1,430/เดือน)

License size

Monthly price

 

USD

EUR

THB

20 GB

$4.00

€3,00

฿144

50 GB

$7.50

€6,00

฿270

200 GB

$17.50

€13,50

฿630

400 GB

$35.00

€26,50

฿1,260

1 TB

$89.00

€67,00

฿3,204

2 TB

$179.00

€134,00

฿6,444

4 TB

$358.00

€268,00

฿12,888

8 TB

$716.00

€535,00

฿25,776

16 TB

$1,430.00

€1068,00

฿51,480


แต่ถ้าองค์กรของคุณมีผู้ใช้งานน้อยกว่า 5 คนการใช้งาน G Suite จะมีพื้นที่การจัดเก็บเพียง 1TB ถ้าต้องการใช้พื้นที่มากขึ้นการอัพเกรดจาก “Basic” ขึ้นไปเป็น “Business” Plan จะมีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่า

 

สรุป

จะเห็นว่าแต่ละค่ายมีจุดเด่น/จุดด้อยแตกต่างกันตาม Plan การใช้งานและจำนวนผู้ใช้งานในองค์กรของคุณ ดังนั้นเลือก Plan ให้เหมาะกับองค์กรของคุณเพราะนอกจากจะลดค่าใช้จ่ายได้แล้วยังช่วยให้สามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพอีกด้วย หากมีข้อสงสัยหรือคำถามเพิ่มเติมสามารถโทรเข้ามาปรึกษาเราได้ที่ 02-912-2558

 

2. อีเมล (Email)

ถ้าจะเปรียบเทียบในระดับเริ่มต้นของแต่ละค่ายแล้วค่าใช้จ่าย (฿168/User/เดือน) ของ Office 365 ที่ให้พื้นที่จัดเก็บข้อมูลอีเมลขนาด 50GB โดยไม่รวมกับพื้นที่จัดเก็บไฟล์ 1TB ดูเป็นเรื่องที่ใจกว้างมากถ้าเทียบกับค่าใช้จ่าย ($107/User/เดือน) ของ G Suite ที่ผู้ใช้งานจะมีพื้นที่เก็บข้อมูลรวมกันทั้งอีเมลและไดรฟ์เพียง 30GB เท่านั้น

อย่างไรก็ตามถ้าคุณเลือกใช้ G Suite “Business” Plan (฿360/User/เดือน และมีผู้ใช้งานมากกว่า 5 คน) คุณมีพื้นที่จัดเก็บอีเมลและไฟล์แบบ Unlimited ถ้าเปรียบเทียบเฉพาะพื้นที่การจัดเก็บอีเมลแล้วถือว่าสูสีกันเพราะพื้นที่จัดเก็บ 50 GB ของ Office 365 ก็ยังถือว่าเยอะมากสำหรับการใช้อีเมล ในแง่ฟังก์ชั่นการค้นหา G Suite มีประสิทธิภาพรวดเร็วและง่ายในการค้นหาข้อความ ด้วยฟังก์ชันการค้นหาที่มีประสิทธิภาพมากกว่าของ Office 365

 

สรุป

ถ้ามองในเรื่องขนาดพื้นที่การใช้งานอีเมลแล้วถือว่าทั้งสองค่ายสูสีกันแต่จะมีความแตกต่างที่ UI การใช้งานเช่นคนที่เคยใช้ Gmail จะรู้สึกใช้งาน G Suite ได้ง่ายกว่าหรือคนที่เคยใช้ Outlook จะคุ้นเคยกับหน้าตาของ Office 365 มากกว่าเป็นต้น ส่วนข้อดีที่ G Suite มีมากกว่าคือ Third-Party Apps ที่ช่วยให้คุณใช้งานอีเมลได้ง่ายกว่าเดิม ที่สำคัญมีให้เลือกเยอะและฟังก์ชั่นค่อนข้างตรงตามความต้องการของผู้ใช้งาน

 

3. การนำเสนอ (Presentation)

ทั้งสองค่ายต่างก็มีฟังก์ชั่นการนำเสนอของตัวเองทั้ง Google Slides และ Micorsoft Powerpoint โดยแอปทั้งสองสามารถทำงานร่วมกันแบบเรียลไทม์ได้, สามารถแชร์งานนำเสนอ, ควบคุมการเข้าถึงโดยผู้ใช้ภายใน/ภายนอกและทำ Version Control โดย Powerpoint จะมีความนิยมมากกว่าเนื่องจากมีธีมให้่เลือกค่อนข้างหลากหลายต่างจาก Google Slides ที่มีลูกเล่นน้อยกว่า

แต่ถ้าคุณกำลังแก้ไขไฟล์ออนไลน์บนบราวเซอร์ ถ้าต้องการดูการนำเสนองานจาก Powerpoint คุณต้องทำการเซฟใน Microsoft Onedrive หรือ Dropbox ใน Powerpoint Online ที่ office.live.com เสียก่อน แต่ในฝั่งของ Google จะดีกว่าตรงที่สามารถดู Slides ได้จากทุกอุปกรณ์ที่มีอินเทอร์เน็ตบราวเซอร์ แถมยังสามารถเปิดได้แม้ว่าจะทำงานแบบ Offline อีกด้วย! นอกจากนั้น Google Slide ยังมีฟีเจอร์อื่นๆที่น่าสนใจอีก เช่น สามารถแทรก Slide แนบไปในอีเมล/Google Sites และยังโอนย้ายความเป็นเจ้าของงานนั้นๆให้คนอื่นได้อีกด้วย

สรุป

แอปนำเสนอจากทั้งสองค่ายนั้นต่างช่วยให้คุณสามารถสร้างงานนำเสนอที่ดูเป็นมืออาชีพได้ทั้งคู่ ซึ่งถ้าคุณกำลังมองหาแอปที่ใช้ทำงานนำเสนอที่เป็นที่รู้จักมานานสำหรับผู้ใช้งานทั่วไป แน่นอนว่าต้องเป็น Powerpoint แต่ถ้าต้องการความยืดหยุ่นที่สามารถใช้ได้ในทุกระบบปฎิบัติการ และมีความคล่องตัวในการทำงานร่วมกันเป็นทีม Google Slides น่าจะเป็นคำตอบที่โดนใจสำหรับคุณ

 

4. ปฎิทิน (Calendar)

Microsoft Outlook และ Google Calendar ต่างก็มีฟีเจอร์ที่มากมายที่คล้ายกัน เช่น การจัดการประชุม, สร้างตารางนัดหมาย แต่ในฝั่งของ Microsoft Outlook คุณจำเป็นจะต้องมี Microsoft Exchange Account เสียก่อนเพื่อที่จะเข้าใช้งานฟีเจอร์ต่างๆ ที่กล่าวมา แต่ในขณะที่ Google คุณสามารถใช้ Calendar ได้ง่าย ๆ แม้จะเป็นฟรี Account และปัญหาใหญ่สำหรับผู้ใช้งาน Outlook ที่มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดคือคุณต้องใช้งานบนเครื่องที่มีการติดตั้ง Microsoft Outlook ก่อนถึงจะใช้งานได้ แต่ในทางตรงกันข้ามคุณสามารถใช้งาน Google Calendar จากทุกอุปกรณ์ที่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้

 

สรุป

Google Calendar ถูกออกแบบมาให้ใช้งานได้ง่ายมีความยืดหยุ่นและคล่องตัวสูง โดยฟีเจอร์ที่น่าจะโดนใจใครหลายๆคนคือ สามารถตรวจสอบได้ว่าผู้ใช้งานอื่นๆ มีช่วงเวลาใดที่ว่างตรงกันทำให้สามารถนัดเวลาประชุมที่สะดวกสำหรับทุกๆคนได้, แนบไฟล์งานเข้าไปเพื่อให้ทุกคนในทีมเห็นร่วมกันเมื่อทำการประชุม และยังสามารถเปลี่ยน Timezone ตามการนัดหมายต่าง ๆ โดยขึ้นอยู่กับสถานที่ ที่คุณอยู่ได้อีกด้วย

 

5. วิดีโอคอล (Video Call)

ทั้ง G Suite และ Office 365 ต่างก็มีฟังก์ชั้นประชุมผ่านวิดีโอนั่นคือ Skype และ Hangout โดยทั้งสองค่ายมีฟีเจอร์หลายๆอย่างที่คล้ายกันแต่ Hangout จะมีการใช้ทรัพยากรในการโทรที่น้อยกว่าและโหลดได้เร็วกว่า อย่างไรก็ตามถ้าพูดถึงเรื่องจำนวนของผู้เข้าร่วมประชุมแล้ว Office 365 จะค่อนข้างทำได้ดีกว่าโดยจำนวนผู้เข้าร่วมประชุมสูงสุดถึง 250 คน แต่ Google Hangouts ได้สูงสุดแค่ 25 คนเท่านั้น

แต่ Google Hangouts ยังมีความสามาถในการทำ Live Presentations หรือจะเรียกว่าการถ่ายทอดสดก็ได้ซึ่งความสามารถนี้สามารถเปิดโอกาสให้คนที่สนใจเข้าชมการ Live ได้โดยไม่จำกัดจำนวนผู้เช้าชมอีกด้วยและในขณะทำการ Live ก็สามารถแชร์หน้าจอการประชุมร่วมกันได้ โดยก่อน Live จริง ก็ยังสามารถทำการทดสอบเสียงและการแชร์ต่าง ๆ ก่อนทำการเชิญผู้เข้าร่วมประชุมได้อีกด้วย

 

สรุป

Skype จะเป็นที่รู้จักและมีผู้ใช้งานที่มากกว่าเพราะได้มีการปล่อยให้ใช้งานในปี 2003 เป็นแอปแรกๆที่มีคุณสมบัติการใช้งานพื้นฐานทั่วไปสำหรับการทำวีดีโอคอล ส่วนของ Google Hangouts นั้นแม้ว่าจะมีผู้ร่วมประชุมได้สูงสุดเพียง 25 คน แต่ก็มีฟีเจอร์ดีๆอย่างอื่นอย่างการทำ Live Presentations หรือการถ่ายทอดสดและบันทึกให้โดยอัตโนมัติอีกด้วย

 

 6. การทำงานร่วมกันแบบเรียลไทม์

นับว่าเป็นฟังก์ชั่นที่ยอดเยี่ยมมากสำหรับทั้งสองค่ายเพราะก่อนหน้านี้เราจะคุ้นชินกับโปรแกรม Microsoft Word ที่เวลาจะใช้งานต้องทำการติดตั้งลงบนเครื่องที่ต้องการก่อนทำให้ไม่มีความคล่องตัวในการทำงาน ถึงแม้ว่าจะมีเวอร์ชั่นออนไลน์บน Cloud ที่เรียกกันว่า Word Online ไปก่อนหน้านี้แต่ก็มีข้อจำกัดในฟีเจอร์บางอย่างอยู่ แต่ปัจจุบัน G Suite ได้มีการออกแบบ Google Docs ที่ทำงานบนคลาวด์แบบเต็มรูปแบบทำให้สามารถใช้งานร่วมกันเป็นทีมได้ง่าย รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังสามารถแสดงความคิดเห็น, ส่งข้อความ, Assign งานผ่านหน้าเอกสารได้อีกด้วย และที่โดดเด่นที่สุดคือสามารถใช้งานผ่านอุปกรณ์ที่หลากหลาย และทำงานได้ทุกที่ ทุกเวลา

 

สรุป

ทั้ง Google Docs และ Word Online นั้นต่างก็สามารถทำงานร่วมกันแบบเรียลไทม์ได้แต่ Google Docs จะใช้งานได้สะดวกกว่าเพราะถูกออกแบบมาให้ทำงานบน Cloud เต็มตัว ทำให้การทำงานมีความรวดเร็วมากกว่า, สั่งงานด้วยเสียงได้, สามารถแปลภาษาได้ในหลายรูปแบบ และสามารถใช้งานได้กับทุกอุปกรณ์ไปพร้อมกันและยังทำงานแบบ Offline ได้อีกด้วย

 

 7. สเปรดชีต (Spreadsheet)

ถ้าพูดว่า Spreadsheet หลายๆคนอาจจะไม่คุ้นหูนักแต่ถ้าพูดถึง Microsoft Excel น่าจะรู้จักกันเป็นอย่างดี ในฟังก์ชั่นนี้บอกได้เลยว่าทั้งสองค่ายมีประสิทธิ์ภาพที่ไม่ด้อยกว่ากัน ซึ่งทั้ง Microsoft Excel และ Google Sheets นั้นสามารถรองรับการทำงานที่ต้องการได้ไม่ว่าจะเป็นการคำนวณ สร้างกราฟ วิเคราะห์ข้อมูล และสำหรับ Google Sheets ถ้าคุณลืมการกด “บันทึก” ไปได้เลยเพราะการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดของคุณจะถูกบันทึกไว้ขณะที่คุณพิมพ์โดยอัตโนมัติ ที่สำคัญคุณยังสามารถดูประวัติการแก้ไขเพื่อดูเวอร์ชันเก่าๆ ของงานและเรียกกลับคืนมาได้อีกด้วย

 

สรุป

Google Sheets มีจุดเด่นหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึง/สร้าง/แก้ไข สเปรดชีต ของคุณได้จากทุกที่ ทุกอุปกรณ์ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ แท๊บเล็ตหรือคอมพิวเตอร์และทำงานได้แม้ว่าจะไม่ได้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต, แชร์ได้ทั้งผู้ใช้งานภายในและภายนอก, แชท/แสดงความเห็น/Assign งานบน Sheet ได้เลย ที่แจ่มสุดๆคือสามารถใช้ฟังก์ชั่นสูตรต่างๆได้เช่นเดียวกับ Microsoft Excel ได้อีกด้วย

 

เป็นอย่างไรบ้างครับกับการแนะนำฟีเจอร์และเปรียบเทียบคลาวด์แพลทฟอร์มจาก 2 ค่ายใหญ่ที่ให้บริการทั้ง Google ที่นำเสนอ G Suite (ชื่อเดิม Google Apps) และ Microsoft ที่นำเสนอ Office 365 หวังว่าทุกท่านจะสามารถเลือกคลาวด์แพลทฟอร์มที่เหมาะกับองค์กรได้นะครับ ถ้ามีข้อสงสัยหรือคำถามเพิ่มเติมสามารถโทรเข้ามาปรึกษาเราได้ที่ 02-912-2558 หรือ Live Chat ผ่านหน้าเว็บ Netway.co.th ได้ตลอด 24 ช.ม.

 

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ Netway Group ได้ตลอด 24 ช.ม.

โทร 0-2912-2558

Live Chat ผ่าน www.netway.co.th

อีเมล support@netway.co.th






บทความนี้มีประโยชน์หรือไม่

0 จาก 0 เห็นว่ามีประโยชน์

มีคำถามเพิ่มเติมหรือไม่ ส่งคำร้องขอ


Technical Knowledge

Website/Install Application & FTP
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับเว็บไซต์ วิธี Install Applications และ FTP
Linux Technical Knowledge
ความรู้ทั่วไป และวิธีแก้ไขปัญหา OS Linux Server
Windows Technical Knowledge
ความรู้ทั่วไป และวิธีแก้ไขปัญหา OS Windows Server
Database
ความรู้ทั่วไป และวิธีแก้ไขปัญหา Database

Technical Knowledge

Website/Install Application & FTP
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับเว็บไซต์ วิธี Install Applications และ FTP
Linux Technical Knowledge
ความรู้ทั่วไป และวิธีแก้ไขปัญหา OS Linux Server
Windows Technical Knowledge
ความรู้ทั่วไป และวิธีแก้ไขปัญหา OS Windows Server
Database
ความรู้ทั่วไป และวิธีแก้ไขปัญหา Database