ล่าสุด เมื่อปลายเดือน เม.ย. 2021 ไมโครซอฟท์ได้ประกาศว่าจะ ยกเลิกใช้ฟอนต์ Calibri เป็น Default Font ในเร็วๆ นี้ โดยฟอนต์ Calibri ได้ทำหน้าที่เป็น Default Font ใน Microsoft Office (Microsoft 365) มาตั้งแต่ปี 2007 ซึ่งก่อนหน้านี้ Default Font ที่ไมโครซอฟท์เลือกใช้คือ Times New Roman ณ ตอนนี้ยังไม่มีการประกาศใดๆ จากไมโครซอฟท์ว่า Default Font ที่จะมาแทนที่ Calibri คือฟอนต์ใด แต่ได้เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดฟอนต์ใหม่ทั้ง 5 รายการ ได้แก่ Tenorite, Bierstadt, Skeena, Seaford, Grandview และจะทำการโหวตความนิยมจากผู้ใช้ เพื่อคัดเลือกเพียงฟอนต์เดียวเท่านั้นมาเป็น Default Font เรามาดูหน้าค่าตาของแต่ละฟอนต์ได้ตามนี้เลยค่ะ ทั้ง Tenorite, Bierstadt, Skeena, Seaford และ Grandview ต่างก็เป็นฟอนต์แบบไม่มีเชิง หรือ sans-serif คือเมื่อดูแล้วจะไม่มีหาง ขีด หรือตวัดที่ส่วนปลายสุดของตัวอักษร โดยยึดหลักการออกแบบที่ดูคลีน เรียบ ง่าย สะอาด และให้ความรู้สึกที่ทันสมัย และนี่คือรายละเอียดของแต่ละฟอนต์ค่ะ Tenorite ให้ความรู้สึกอบอุ่นและเป็นมิตร ด้วยรูปทรงที่คมชัด ตัวอักษรที่กว้าง และเครื่องหมายวรรคตอนที่มีขนาดใหญ่ ทำให้ข้อความที่ถูกพิมพ์ด้วยฟอนต์ชนิดนี้ยังคงอ่านได้ง่ายแม้อยู่บนหน้าจอของอุปกรณ์ขนาดเล็กเช่นโทรศัพท์มือถือ Bierstadt ได้รับแรงบันดาลใจมาจากฟอนต์ Helvetica ที่ถูกคิดค้นในปี 2500 นอกจากจะอ่านได้ง่ายแล้วยังให้ความรู้สึกมั่นคงและเด็ดขาด จากขอบของตัวอักษรที่ถูกตัดอย่างเฉียบคม อีกทั้งยังสื่อถึงความเป็นระเบียบด้วย Skeena เหมาะสำหรับการนำไปใช้งานบนเอกสารที่มีความยาว ตัวฟอนต์จะมีการไล่น้ำหนักของเส้นไม่เท่ากัน ประกอบกับการตัดส่วนปลายของตัวอักษรในลักษณะเฉพาะยิ่งทำให้ดูโดดเด่นขึ้นไปอีก Seaford This is a text box. Write your own content here. This is an excellent place for you to add a paragraph. Grandview ถูกปรับแต่งมาจากฟอนต์ที่อยู่บนป้ายถนนและทางรถไฟในประเทศเยอรมนี ออกแบบมาให้อ่านได้ชัดเจนในระยะไกลและอยู่ภายใต้สภาวะที่ไม่เอื้ออำนวย และหากคุณอยากลองดาวน์โหลดฟอนต์ใหม่เหล่านี้หรือฟอนต์ที่ไม่ได้ติดตั้งมากับระบบ Microsoft ก็สามารถทำตามขั้นตอนเหล่านี้ได้นะคะ วิธีเพิ่มฟอนต์ Customer Service Center ของ Netway Communication พร้อมให้คำแนะนำ และบริการตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งระบบ Ticket ผ่านอีเมล support@netway.co.th หรือ โทร. 02 -055-1095 หรือ แอด Line ID: @netway Reference:1) Beyond Calibri: Finding Microsoft’s next default font2) Cloud fonts in Office3) วิธีเพิ่มฟอนต์
สวัสดีครับ วันนี้ผมจะมาแชร์มุมมองเรื่องการวางแผนงานก่อนที่วันหยุดยาวจะมาถึง ซึ่งเป็นเรื่องที่เราจะต้องเจออย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง ทั้งช่วงหน้าหนาว และสงกรานต์ (ยังไม่รวมวันหยุดที่บางปีมีชดเชยเพิ่ม ทำให้มีผลกระทบได้เหมือนกัน) เรื่องวางแผนงานสำหรับช่วงเทศกาลวันหยุดยาว ให้ธุรกิจเดินหน้า ลูกค้าไม่รู้สึกแย่ และทั้งเรากับลูกน้องก็ได้หยุดอย่างเหมาะสม เรื่องนี้เจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก หรือคนเป็นหัวหน้าอย่างเราๆ ไม่ควรพลาด เพราะมันคือความรับผิดชอบที่สามารถวางแผนล่วงหน้าได้ก่อน เพื่อความสำเร็จในการสะสางงานที่คั่งค้างให้ลุล่วง งานที่จำเป็นต้องดำเนินในช่วงวันหยุดอย่างบริการหน้าร้าน งานแก้ปัญหาให้ลูกค้าหรืองานคอลเซ็นเตอร์เป็นไปอย่างราบรื่น พนักงานและคุณเองได้พัก และรวมถึงเมื่อกลับจากวันหยุดยาวแล้ว งานทุกส่วนก็พร้อมลุยทันที ทำความเข้าใจสัก 1-2 นาที ด้วย Infographic นี้ก่อนเข้าเนื้อหาได้นะครับ #1 จัดลำดับงานทั้งหมด (พร้อมระบุวันส่งมอบและกำหนดคนรับผิดชอบให้ชัดเจน) ขอให้คุณยอมรับว่า “งานแต่ละชิ้นไม่ได้สำคัญเท่ากัน” และหากรอให้เอางานทุกชิ้นมาเรียงแล้วจัดลำดับกันในช่วงก่อนวันหยุด คงไม่ทันการ เพราะไหนจะงานเร่งส่งมอบ งานที่ต้องมอบหมาย หรืองานที่คุณหรือใครต้องทำเอง ดังนั้นสิ่งที่คนเป็นหัวหน้าควรทำก็คือพยายามจัดลำดับงานตามความสำคัญ และความเร่งด่วนของงาน พร้อมมอบหมายให้คนหรือทีมที่เหมาะสมจัดการให้แล้วเสร็จก่อนวันหยุด ส่วนงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่สามารถรอให้พนักงานที่รับผิดชอบกลับมาทำหลังจากวันหยุดก็ตั้ง Due Date ให้ชัดเจน โดยไอเดียที่ผมใช้ก็คือ- บน Microsoft Planner หรือ Microsoft To Do ผมจะสร้าง Task Group ที่ชื่อว่า Songkran Mission แล้วแบ่ง List เป็น (1) Done NOW (2) Done by Songkran (3) By Team before Songkran (4) After Songkran - งานทุกอย่างที่เราตั้งใจทำ จะตั้ง Due Date ชัดเจน หากสำคัญก็จะติด Star และจะถูกจัดเรียงในแต่ละ List โดย Done NOW หมายถึงงานที่ผมตั้งใจทำเองให้เสร็จวันนี้ Done by Songkran หมายถึงงานที่ผมตั้งใจทำเองให้เสร็จก่อนสงกรานต์By Team before Songkran หมายถึงงานที่ผมมอบหมายให้คนอื่น หรือทีมอื่นทำให้เสร็จก่อนสงกรานต์ โดยจะแชร์ให้คนที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึง List นี้ได้ด้วยAfter Songkran หมายถึงงานที่ผมตั้งใจเริ่มหลังสงกรานต์ เพื่อว่าเมื่อกลับมาจากวันหยุดยาวจะได้ไม่ต้องมางงไปเป็นวันก่อนเริ่มงานจริง #2 สื่อสารให้ลูกค้าทราบล่วงหน้าว่าในช่วงวันหยุดยาวเราจะให้บริการอย่างไร การแจ้งให้ลูกค้าทราบว่าบริษัทฯ จะหยุดในช่วงวันไหนคือสิ่งจำเป็น ไม่ว่าบริษัทของคุณจะหยุดแบบ 100% หรือจะมีบางทีมที่จะช่วยลูกค้าแก้ไขปัญหาในช่วงวันหยุด โดยการให้ลูกค้ารับรู้ว่าหากเกิดปัญหาสามารถสื่อสารได้ในช่องทางไหนบ้าง ในช่วงเวลาใด จะช่วยให้ลูกค้าเรียงลำดับงานได้ล่วงหน้า และยังแสดงถึงความใส่ใจในบริการลูกค้าอีกด้วย โดยไอเดียที่ผมใช้ก็จะมีทั้ง- ส่งอีเมลแจ้งอย่างเป็นทางการผ่าน Outlook ในกรณีที่เป็น Key Account หรือหน่วยงานที่องค์กรให้ความสำคัญ- ตั้ง Automatic Replies บน OWA (Outlook Web App) ทั้งในช่วงก่อนและระหว่างวันหยุด ซึ่งผมจะแจ้งให้ลูกค้าทราบทั้งว่าองค์กรจะเปิดวันไหน และหากผมลายาวต่อจากนั้น ก็จะแจ้งด้วยว่าจะกลับมาทำงานวันไหน เพื่อไม่ให้คนอื่นมองบน โดยที่เราสามารถตั้งค่าให้ส่ง Automatic Replies ให้เฉพาะ Contact List ของเรา หรือเฉพาะคนในองค์กรของเราได้เช่นกัน - ปรับเวลาทำการบนช่องทาง Social ซึ่งบาง tool อย่าง Airbnb หรือ Google Business ก็จะมีแจ้งเตือนให้เราเราตั้งค่าล่วงหน้า #3 สื่อสารภายในกันให้ชัดเจน หากมีคนลาหยุดควบยาว ทุกคนที่เกี่ยวข้องรวมถึงหัวหน้าควรรับรู้ หยุดยาวแบบนี้ อาจมีพนักงานลาควบยาวขึ้น หัวหน้าทีมต้องตอบคำถามให้ได้ว่า เรามีกติกาอย่างไรเพื่อจัดการกำลังคนให้เพียงพอ ไม่ว่าจะก่อนวันหยุดที่ต้องเร่งส่งมอบงาน ระหว่างวันหยุดที่อาจจะต้องมีพนักงานสักคนดูระบบบางอย่างที่ออฟฟิศหรือทำงานแบบรีโมทก็ได้ หรือแม้แต่หลังวันหยุดยาวที่พนักงานอาจจะลายาว แต่มีงานสำคัญรออยู่ ทุกคนไม่ว่าลูกน้องหรือหัวหน้าจึงควรสื่อสารให้รู้กันว่าจะมีใครลาหยุดเพิ่มเติม หรือกลับมาจากวันหยุดเมื่อไร เพื่อไม่ให้งานสะดุด หรือหากเกิดกรณีฉุกเฉินสามารถติดต่อได้ที่ไหน ในที่นี้ผมขอแนะนำระบบ Microsoft Power Platform Workflow ที่เข้ามาช่วยเชื่อม Microsoft Forms ที่พนักงานส่งขออนุมัติวันลา ระบบจะส่งเตือนให้หัวหน้าอนุมติ และสามารถทำรายงานว่าวันไหนจะมีคนลาเพิ่มอย่างไร เพื่อให้หัวหน้าสามารถประเมิน workload ได้ล่วงหน้า หรือแบบวันต่อวันได้อีกด้วย #4 งานรับรองลูกค้าไม่มีวันหยุด ผมเชื่อว่าหลายๆ ที่คงไม่สามารถหยุดงานได้แบบ 100% เพราะงานโต้ตอบลูกค้า หรืองานแก้ไขปัญหาให้ลูกค้าเป็นหัวใจหลักที่จะช่วยสร้างโอกาสหลายๆ อย่างในช่วงนี้ เรื่องที่ลูกค้าร้องขอควรได้รับคำตอบหรือการแก้ไขเร็วที่สุด แต่ในความเป็นจริง ยิ่งโดยเฉพาะวันหยุด อาจมีคนมาทำหน้าที่นี้ แต่ลูกค้าก็อาจจะต้องรอนานกว่าปกติ หรือเเราอาจจะไม่สามารถจ้าง freelance หรือ outsource ได้เลยเพราะใครๆ ก็อยากพัก ดังนั้นเพื่อไม่ให้ pain เกิดทั้งฝั่งลูกค้า และพนักงาน ผมเชื่อว่า ระบบ Customer Self Service Portal ที่ให้ลูกค้าค้นหาข้อมูลได้ด้วยตนเอง หรือ ยกระดับการบริการเป็น Automation คือทางออกที่จำเป็นและดีที่สุด ลองนึกดูนะครับว่าจะดีมากเลยไหมถ้า ลูกค้ากรอก Microsoft Form แจ้งคำร้อง หรือขอข้อมูลต่างๆ แล้วระบบ Microsoft Power Platform ก็จะช่วยเชื่อมและแจ้งเตือนไปยัง Microsoft Teams โดยเราสามารถระบุเงื่อนไขว่า Request แบบใด เช่นการขาย หรืองานแก้ไขเชิงเทคนิค จะไปแจ้งเตือนยัง Microsoft Teams Channel ใดโดยเฉพาะ พร้อมกับสร้างเป็น Task ให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องสามารถที่จะคลิกลิงก์บน notification ทาง Microsoft Teams แล้วทำงานต่อได้ทันที ถ้าคุณสนใจ สามารถศึกษาขั้นตอนตั้งค่า Automated Customer Request Platform โดยใช้ Microsoft Power Platform ได้ที่ วิธีสร้างแพลตฟอร์มการสนับสนุนลูกค้าแบบอัตโนมัติโดยใช้ Power Platform ระบบ Microsoft Power Platform สามารถตั้งค่าได้ง่าย ใช้เวลาไม่นาน มีระบบอัจฉริยะที่ช่วยวิเคราะห์ในการติดตามผลและตอบสนองรวดเร็ว เหมาะกับทุกการใช้งานด้าน workflow เชื่อมต่อเข้ากับแอพพลิเคชั่นที่หลากหลาย ตอบโจทย์ธุรกิจ SME อย่างแท้จริง #5 อย่ามองข้ามความปลอดภัยของข้อมูล ความปลอดภัยคือเรื่องสำคัญที่ธุรกิจไม่ควรมองข้าม ไม่ว่าจะเป็นความปลอดภัยของพนักงาน สถานที่ หรือข้อมูลขององค์กร ในที่นี่ผมขอพูดถึงเรื่องการรักษาข้อมูลที่เรามักจะละเลยกันมากที่สุดนะครับ สำหรับไอเดียที่ผมคิดว่าสามารถนำไปใช้ได้ในทุกองค์กรก็คือเรื่อง- การตั้งค่า Two-factor authentication (2FA) หรือ Multi-factor authentication (หรือ กระบวนการรับรองความถูกต้อง เพื่อให้แน่ใจว่าคนที่เข้าระบบ เป็นคนที่ใช่จริงๆ) ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ เพราะมันสามารถป้องกันภัยคุกคามจาก Hacker ถึงแม้จะใช้วิธี Brute-force attack หรือ Phishing attack (Man in the middle) ก็ป้องกันได้ดีเลยทีเดียวเพราะมันจะทำให้ Hacker ทำได้ยากขึ้น- อาจมีหลายแอพที่หากเกิดกรณีฉุกเฉิน พนักงานก็จำเป็นต้องกลับไปทำงานบนเครื่องในออฟฟิศเท่านั้น เช่นงานของจัดซื้อ inventory, ธุรการ หรือ บัญชี วันหยุดยาวแบบนี้ผมขอเสนอเรื่องการทำ Windows Virtual Desktop ที่พนักงานไม่จำเป็นต้องพกพาคอมพิวเตอร์ของบริษัทไปทุกที่ เพียงเชื่อมต่อเข้ามา ก็สามารถทำงานได้ในระบบเสมือนจริงจากทุกที่ภายใต้ความปลอดภัยและความสะดวก ซึ่งคอนเซ็ปต์ Windows Virtual Desktop ไม่เพียงแต่จะเหมาะกับวันหยุดยาวเท่านั้น แต่ยังตอบโจทย์เรื่อง Remote Working, Work from Home, และ Disaster Recovery ได้อย่างดี 5 Checklist ที่ผมเสนอมาเพื่อให้มี Productivity ได้แม้เป็นในช่วงวันหยุดยาว เป็นไอเดียเบื้องต้นที่หัวหน้างาน หรือเจ้าของกิจการสามารถนำไปวางแผนใช้ได้สำหรับใครที่สนใจอยากบริการ Microsoft 365 เพื่อเสริมสร้าง Productivity หรือขอไอเดียว่า Microsoft Power Platform จะสามารถช่วยระบบงานของคุณได้อย่างไร สามารถติดต่อมาได้ที่มีงานของ Netway Communication ตามข้อมูลนี้ครับ เรามีเจ้าหน้าที่ดูแลคุณ 24 ชม.Line : @netway (มี @ ด้านหน้า) หรือ https://bit.ly/line-netwayFacebook : m.me/netway.offcialTel : 02-055-1095Email : support@netway.co.thWeb Chat : [[URL]]/