Dragon Copilot คืออะไร ? Microsoft Dragon Copilot คือผู้ช่วย AI สำหรับงานด้านการแพทย์ ที่ช่วยฟังบทสนทนา สรุปประเด็นสำคัญ และร่างบันทึกทางคลินิกให้แพทย์ตรวจทานได้เร็วขึ้น พูดง่าย ๆ คือ AI ตัวนี้ช่วยลดเวลางานเอกสารหลังการตรวจ เพื่อให้แพทย์มีเวลาสื่อสารและดูแลคนไข้มากขึ้น ทำไม AI ตัวนี้ถึงน่าสนใจ ? แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ต้องใช้เวลาจำนวนมากกับการจดบันทึก สรุปอาการ และทำเอกสารหลังตรวจ ซึ่งเป็นภาระที่เกิดขึ้นซ้ำทุกวัน Dragon Copilot จึงเข้ามาช่วยลดงานซ้ำ ๆ เหล่านี้ และทำให้ workflow การทำงานในคลินิกคล่องตัวขึ้น จุดเด่นที่ทำให้ Dragon Copilot น่าสนใจ ลดเวลาจดบันทึก: ช่วยเปลี่ยนบทสนทนาระหว่างแพทย์กับคนไข้ให้เป็น clinical note ได้เร็วขึ้น ทำงานร่วมกับ workflow เดิม: ออกแบบมาให้เชื่อมต่อกับระบบงานด้าน healthcare และ EHR ได้ ช่วยค้นและสรุปข้อมูลสำคัญ: แพทย์สามารถถามข้อมูลจาก transcript, note หรือแหล่งอ้างอิงทางการแพทย์ที่เชื่อถือได้ รองรับงานหลายบทบาท: ไม่ได้จำกัดเฉพาะแพทย์ แต่ยังออกแบบประสบการณ์สำหรับพยาบาล รังสีแพทย์ และบุคลากรด้านสุขภาพอื่น ๆ เน้นความปลอดภัย: พัฒนาบนโครงสร้างของ Microsoft ที่ให้ความสำคัญกับ security, compliance และมาตรฐานข้อมูลสุขภาพ ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกับวงการ Healthcare? Dragon Copilot ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือช่วยพิมพ์ แต่เป็นตัวอย่างของการนำ AI มาแก้ปัญหางานเอกสารในระบบ Healthcare อย่างจริงจัง เมื่อใช้งานอย่างเหมาะสม แพทย์จะลดเวลาจดบันทึก และมีสมาธิกับการซักถาม วิเคราะห์อาการ และดูแลคนไข้ได้มากขึ้น โอกาสสำหรับประเทศไทย สำหรับประเทศไทย เทคโนโลยีนี้สะท้อนแนวโน้มสำคัญว่า AI ด้านสุขภาพอาจเริ่มเข้ามาอยู่ใน workflow จริงของโรงพยาบาลมากขึ้น ทั้งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพบุคลากรและยกระดับประสบการณ์ผู้ป่วย สรุป Microsoft Dragon Copilot คือก้าวสำคัญของ AI ทางการแพทย์ ที่ช่วยลดภาระงานเอกสารและคืนเวลาให้แพทย์กลับไปโฟกัสกับคนไข้ ในอนาคต AI ลักษณะนี้อาจกลายเป็นผู้ช่วยสำคัญของโรงพยาบาล ไม่ใช่เพื่อแทนที่บุคลากร แต่เพื่อช่วยให้การทำงานเร็วขึ้น แม่นยำขึ้น และดูแลคนไข้ได้ดียิ่งขึ้น อ้างอิง : https://www.microsoft.com/en-us/health-solutions/clinical-workflow/dragon-copilot#tabs-oc9d67_tab0 Netway Communication ให้บริการด้าน Cloud, Hosting และ IT พื้นฐานสำหรับธุรกิจ เป็นตัวแทนแบรนด์ไอทีชั้นนำมากมาย ทั้ง Microsoft, Google, Digicert, ฯลฯ เรามีเจ้าหน้าที่พร้อมดูแลคุณ 24 ชม. สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Line : @netway (มี @ ด้านหน้า) หรือ https://bit.ly/line-netway Facebook : m.me/netway.offcial Tel : 02-055-1095 Email : support@netway.co.th Web Chat : [[URL]]/
มีผลสำหรับการสั่งซื้อใหม่และการต่ออายุบริการ (Renewal) รอบถัดไป Netway Communication ขอแจ้งให้ลูกค้าทราบว่า cPanel ได้มีการปรับราคาค่าลิขสิทธิ์ (License) ประจำปี 2570โดยมีผล 1 พฤจิกายน 2569 เป็นต้นไปสำหรับการสั่งซื่อใหม่ และการต่ออายุบริการในรอบถัดไป▪️กลุ่มลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ cPanel License, cPanel License บน VPS, VMWare และ Dedicated Server 📢 รายละเอียดการปรับราคา Netway Communication ขอแจ้งให้ลูกค้าทราบว่า cPanel ได้มีการปรับราคาค่าลิขสิทธิ์ (License) ประจำปี 2570 ส่งผลให้ราคาจำหน่าย cPanel License และค่าบริการ ELS (Extended Lifecycle Support) สำหรับลูกค้าที่ใช้งานบน VPS, VMWare และ Dedicated Server มีการเปลี่ยนแปลง การปรับราคาครั้งนี้เป็นไปตามการเปลี่ยนแปลงจากทาง cPanel และสอดคล้องกับการพัฒนาเทคโนโลยีและฟีเจอร์ใหม่ ๆ ที่ถูกเพิ่มเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น AI App Builder, SEO Extension, AI Support Agent, Comet Backup Integration และความสามารถอื่น ๆ ที่ช่วยให้การบริหารจัดการ Hosting และ Website มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 💰ราคาขาย cPanel License ปี 2570 และราคาค่าบริการ ELS (Extended Lifecycle Support) สำหรับลูกค้าที่ใช้บริการ cPanel License กับ VPS, VMWare หรือ Dedicated Server กับ Netway สำหรับลูกค้าที่สนใจ cPanel License บนเครื่องที่ไม่ได้งานอยู่กับ Netway กรุณาติดต่อทีมขาย ประเภท ราคาขาย (บาท/ปี)
Google Workspace มี 3 วิธีสำหรับให้อุปกรณ์หรือแอปส่งอีเมล ดังนี้ SMTP relay : เหมาะสำหรับองค์กร ต้องการส่งได้ทั้งภายในและภายนอก และมี Public IP คงที่ Gmail SMTP : เหมาะกับอุปกรณ์จำนวนน้อย และสามารถยืนยันตัวตนด้วย OAuth หรือรหัสผ่านสำหรับแอปได้ Restricted SMTP : ไม่ต้องลงชื่อเข้าใช้ แต่ส่งได้เฉพาะผู้รับ Gmail หรือ Google Workspace เท่านั้น วิธีที่ 1: SMTP relay 1. ตั้งค่าใน Admin console 2.ลงชื่อเข้าใช้ Google Admin console ด้วย Admin account 3.ไปที่ Apps > Google Workspace > Gmail > Routing 4.ที่หัวข้อ SMTP relay service เลือก Configure หรือ Add another rule 5.ตั้งชื่อ Rule ให้สื่อความหมาย เช่น “Office Scanner” 6.เลือก Sender ที่อนุญาต เช่น Only addresses in my domains 7.เลือกยืนยันตัวตนด้วย Specified IP addresses แล้วเพิ่ม Public IP ของสถานที่ติดตั้งอุปกรณ์ 8.เปิดใช้ TLS หากอุปกรณ์รองรับ แล้วบันทึกการตั้งค่า 2. ตั้งค่าที่ Printer, Scanner หรือ App 1.SMTP Server: smtp-relay.gmail.com 2.Port: 587 สำหรับ TLS, 465 สำหรับ SSL หรือ 25 3.Encryption: แนะนำ TLS 4.Authentication: ใช้ Public IP ตาม Rule ที่ตั้งไว้ หรือ SMTP AUTH หากอุปกรณ์รองรับ 5.From address: ใช้ Email address ใน Domain ขององค์กรตามเงื่อนไขของ Rule ข้อควรระวัง 1.หากใช้ SMTP relay แบบตรวจสอบ Public IP ต้องใช้ Public IP จริง ไม่ใช่ Private IP เช่น 192.168.x.x 2.ตรวจสอบว่า Firewall หรือผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตไม่ได้บล็อก Port ที่เลือก 3.เครื่องพิมพ์หรือสแกนเนอร์รุ่นเก่าอาจไม่รองรับ TLS หรือ SMTP AUTH วิธีที่ 2: Gmail SMTP ใช้เมื่อต้องการส่งผ่านบัญชีผู้ใช้รายเดียว และอุปกรณ์รองรับการยืนยันตัวตนที่ Google กำหนด 1.Server: smtp.gmail.com 2.Port: 587 (TLS) หรือ 465 (SSL) 3.Username: อีเมล Google Workspace แบบเต็ม 4.Authentication: ใช้ OAuth หรือรหัสผ่านสำหรับแอปเมื่อเปิดการยืนยันแบบ 2 ขั้นตอนและ Policy ขององค์กรอนุญาต ข้อควรระวัง 1.บัญชี Google Workspace ไม่รองรับการลงชื่อเข้าใช้แบบแอปที่มีความปลอดภัยน้อยด้วยชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านทั่วไปแล้ว 2.หากพบ Authentication error ให้ตรวจสอบ OAuth, การยืนยันแบบ 2 ขั้นตอน , App Password และ Policy ขององค์กร 3.วิธีนี้เหมาะกับอุปกรณ์จำนวนน้อย ไม่เหมาะกับการส่งจำนวนมากจากหลายอุปกรณ์ วิธีที่ 3: Restricted SMTP ใช้เมื่อส่งเฉพาะไปยัง Gmail หรือบัญชี Google Workspace และไม่ต้องการยืนยันตัวตน 1.Server: aspmx.l.google.com 2.Port: 25 3.Authentication: ไม่ต้องใช้ 4.ข้อจำกัด: ส่งไปยังผู้ให้บริการอีเมลภายนอก เช่น Outlook หรือ Yahoo ไม่ได้ ข้อควรระวัง 1.ส่งได้เฉพาะผู้รับ Gmail หรือ Google Workspace เท่านั้น 2.ไม่เหมาะกับกรณีที่ต้องส่งออกไปยัง External mail provider เช่น Outlook หรือ Yahoo 3.Port 25 อาจถูกบล็อกโดย Firewall หรือผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตบางราย แหล่งอ้างอิง : https://knowledge.workspace.google.com/admin/gmail/send-email-from-a-printer-scanner-or-app Netway Communication ให้บริการด้าน Cloud, Hosting และ IT พื้นฐานสำหรับธุรกิจ เป็นตัวแทนแบรนด์ไอทีชั้นนำมากมาย ทั้ง Microsoft, Google, Digicert, ฯลฯ เรามีเจ้าหน้าที่พร้อมดูแลคุณ 24 ชม. สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Line : @netway (มี @ ด้านหน้า) หรือ https://bit.ly/line-netway Facebook : m.me/netway.offcial Tel : 02-055-1095 Email : support@netway.co.th Web Chat : [[URL]]/
สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน วันนี้เรามีข่าวอัปเดตสำคัญสำหรับองค์กรและผู้ใช้งานระบบประชุมทางไกลจาก Google Workspace มาฝากกันครับ หลังจากที่เปิดให้ทดลองใช้งานแบบ Preview กันมาสักระยะ ล่าสุด Google ได้ประกาศให้ฟีเจอร์ การทำงานร่วมกันระหว่างอุปกรณ์ (Device Interoperability) ระหว่าง Google Meet และ Microsoft Teams เข้าสู่สถานะ Generally Available (GA) หรือเปิดใช้งานจริงสำหรับทุกคนแล้ว!ปัญหาการเข้าประชุมข้ามแพลตฟอร์มที่เคยยุ่งยากและต้องคอยพะวงว่าห้องประชุมนี้ใช้ระบบของค่ายไหน จะหมดไปตั้งแต่วันนี้ไฮไลต์ความสามารถใหม่ที่คุณจะได้ใช้งานอัปเดตครั้งนี้ทำให้ข้อจำกัดเรื่องอุปกรณ์ประชุมในห้องประชุม (Meeting Room) หมดไป โดยมีความสามารถหลักๆ ดังนี้ครับ:Google Meet Hardware เข้าร่วมประชุม Microsoft Teams ได้: อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ของ Google Meet ที่ทำงานบนระบบ Android (AOSP) สามารถกดเข้าร่วมการประชุมบน Microsoft Teams ได้โดยตรงMicrosoft Teams Rooms เข้าร่วมประชุม Google Meet ได้: ในทางกลับกัน อุปกรณ์ฝั่ง Microsoft Teams Rooms บน Android (AOSP) ก็สามารถกดเข้าร่วมการประชุมบน Google Meet ได้เช่นกันช่วยให้องค์กรที่จำเป็นต้องติดต่อสื่อสารกับพาร์ทเนอร์หรือลูกค้าที่มีการสลับใช้โปรแกรมประชุมทั้งสองค่าย สามารถใช้งานห้องประชุมเดิมร่วมกันได้อย่างราบรื่น โดยไม่ต้องกังวลเรื่องลิงก์เชิญประชุมหรือหน้าจอฮาร์ดแวร์ที่ไม่รองรับอีกต่อไปการเริ่มต้นใช้งาน (Getting Started)สำหรับผู้ดูแลระบบ (Admins): สามารถเข้าไปศึกษาคู่มือเพิ่มเติมได้ที่ Google Help Center เพื่อตั้งค่าอนุญาตให้อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ของ Meet สามารถเชื่อมต่อกับบริการประชุมภายนอกได้สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป (End users): สามารถใช้งานและเข้าร่วมการประชุมบน Teams ผ่านอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ Meet ได้ทันทีตามขั้นตอนมาตรฐานอัปเดตนี้เริ่มทยอยปล่อยให้ลูกค้า Google Workspace ทุกท่านแล้ว (Full Rollout ใช้เวลาประมาณ 1-3 วันนับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2026 เป็นต้นมา) ใครใช้งานฮาร์ดแวร์เหล่านี้อยู่ อย่าลืมลองทดสอบความสะดวกสบายใหม่นี้กันดูนะครับ!Google Workspace Updatesติดต่อเรา
ไมโครซอฟท์ (Microsoft) ได้ประกาศยกระดับ Microsoft Copilot ครั้งใหญ่ เพื่อตอบโจทย์รูปแบบการทำงานแห่งอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยมุ่งเชื่อมโยงเครื่องมือที่ทุกคนคุ้นเคยเข้ากับความสามารถระดับถัดไป ช่วยให้ทั้งบุคคลและองค์กรสามารถสร้าง ปรับแต่ง และขยายขีดความสามารถด้าน AI ได้อย่างไร้รอยต่อโดยหัวใจสำคัญของการอัปเดตครั้งนี้ประกอบด้วย 3 ฟีเจอร์หลัก ได้แก่ Home, Code และ Autopilot1. Home: จุดเริ่มต้นใหม่รวมทุกการทำงานไว้ในที่เดียวหน้าตาแอปพลิเคชัน Copilot โฉมใหม่ถูกออกแบบให้ Home เป็นจุดศูนย์กลางที่ผสานระหว่าง Chat และ Cowork เข้าด้วยกันอย่างลงตัว:Chat: สำหรับการพูดคุยโต้ตอบอย่างรวดเร็ว ตอบคำถาม ค้นหาข้อมูล หรือช่วยร่างเอกสารCowork: สำหรับงานที่ต้องมอบหมายให้ AI ทำแบบจบในขั้นตอนเดียว (End-to-End) ตั้งแต่การเขียนตอบข้อเสนอโครงการ (RFP), ชุดข้อมูลเปิดตัวสินค้า, ไปจนถึงสรุปปิดบัญชีการเงินOffice in Copilot: ดึงพลังเต็มรูปแบบของ Word, Excel และ PowerPoint เข้ามาอยู่ใน Copilot โดยตรง ผู้ใช้สามารถสั่งสร้างหรือแก้ไขเอกสารจริงแบบเรียลไทม์ ทำงานร่วมกับทีมได้ทันทีโดยไม่ต้องสลับแอปไปมา2. Code: ขยายขีดความสามารถในการสร้างเครื่องมือให้ทุกคนไม่ใช่แค่นักพัฒนาซอฟต์แวร์เท่านั้นที่จะสร้างโซลูชันได้อีกต่อไป ด้วยฟีเจอร์ Code (ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีเดียวกับ GitHub Copilot) ช่วยให้ทุกคนสามารถสร้างแอปขนาดเล็ก ตัวติดตามงาน (Tracker) แดชบอร์ด หรือระบบอัตโนมัติได้ง่ายๆ เพียงแค่อธิบายด้วย ภาษาธรรมชาติ (Natural Language)ทำงานในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย (Sandbox) และโฮสต์ภายในโครงสร้างพื้นฐานขององค์กร (Microsoft Copilot Managed Runtime)ช่วยให้การสร้างเครื่องมือเฉพาะกิจเพื่อใช้ในทีมกลายเป็นเรื่องง่ายเหมือนกับการเขียนบันทึกข้อความ3. Autopilot: เพื่อนร่วมงานดิจิทัลที่ทำงานแทนคุณตลอด 24 ชั่วโมงเปลี่ยน AI จากผู้ช่วยที่รอคำสั่ง ให้กลายเป็นผู้ช่วยเชิงรุก (Proactive Agent) ที่มีชื่อ บทบาท และเป้าหมายของตัวเอง:Autopilot (เดิมเรียกว่า Scout) สามารถเฝ้าดูช่องทางสนทนา ติดตามงาน คอยประสานงาน และจัดการกระบวนการที่ซับซ้อน เช่น การจัดการกระบวนการประเมินซัพพลายเออร์ ตั้งแต่จัดตาราง นัดหมาย ไปจนถึงตามงานจากผู้เกี่ยวข้องทำงานบนคลาวด์แม้ในเวลาที่คุณไม่ได้เปิดเครื่อง พร้อมระบบความปลอดภัยและการให้สิทธิ์เข้าถึงตามมาตรฐานองค์กรการขยายบริบททางธุรกิจและระบบจัดการต้นทุน (FinOps for AI)Fabric IQ & Dynamics 365: เชื่อมโยงข้อมูลเชิงลึกจาก Power BI, Dynamics 365 และ Power Platform เข้ากับ Copilot ทำให้ AI มีบริบทข้อมูลขององค์กรที่แม่นยำและอัปเดตแบบเรียลไทม์FinOps for AI: ระบบบริหารจัดการงบประมาณค่าใช้จ่ายด้าน AI ให้องค์กรสามารถควบคุมต้นทุน ตรวจสอบการใช้งาน และเลือกโมเดลที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับการทำงานแต่ละประเภทได้อย่างโปร่งใสการอัปเดตชุดนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่เปลี่ยน Copilot จากเครื่องมือช่วยตอบคำถามธรรมดา ให้กลายเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วย "ถาม สั่งการ สร้าง และอัตโนมัติ" งานทุกรูปแบบได้อย่างแท้จริง โดยจะเริ่มทยอยปล่อยให้ใช้งานผ่านโครงการ Frontier ในช่วงสัปดาห์นี้เป็นต้นไปReference: Official Microsoft Blogติดต่อเรา