ในปัจจุบัน Microsoft 365 ได้รับการออกแบบมาให้มีความเสถียรสูง และสามารถป้องกันการสูญหายของข้อมูลจากปัญหาทางด้าน Hardware ได้เป็นอย่างดีอย่างไรก็ตาม มีประเด็นสำคัญที่ผู้ใช้งานหลายคนมักเข้าใจคลาดเคลื่อน คือ Microsoft 365 ไม่ได้มี Backup เพื่อกู้ข้อมูล ในกรณีที่ผู้ใช้งานทำการลบข้อมูลเอง หรือถูกลบจากฝั่งผู้ใช้งานโดยตรง แนวทางการ Backup ข้อมูลใน Microsoft 365 1. บริการ Backup จาก Microsoft (Native Service) บริการ Backup จาก Microsoft เป็นโซลูชันที่ถูกออกแบบมาให้ทำงานร่วมกับ Microsoft 365 โดยตรงโดยจะเน้นความ ง่ายในการใช้งาน + ความปลอดภัย จุดเด่น -Integrate กับ Microsoft 365 โดยตรง ใช้งานง่าย ไม่ต้องตั้งค่าซับซ้อน -ความปลอดภัยสูงตามมาตรฐาน Microsoft -รองรับการทำงานในระดับ Enterprise -ไม่ต้องดูแล Infrastructure เอง จุดด้อย -มีค่าใช้จ่ายตามการใช้งานจริง (Pay-as-you-go) -ความยืดหยุ่นในการตั้งค่าอาจจำกัดเมื่อเทียบกับ Third-party -การ Restore บางกรณีอาจไม่ได้อะเอียดเท่าระบบอื่น Link https://www.microsoft.com/th-th/microsoft-365/microsoft-365-backup 2. Third-Party: Synology (NAS) Synology เป็นหนึ่งในโซลูชันยอดนิยมสำหรับการ Backup Microsoft 365 แบบ On-Premise โดยใช้ฟีเจอร์ Active Backup for Microsoft 365 จุดเด่น -สามารถ Backup ได้ครบ เช่น Exchange, OneDrive, SharePoint, Teams -ไม่มีค่า Subscription รายเดือน (ลงทุน Hardware ครั้งเดียว) -ควบคุมข้อมูลได้เอง (On-Premise) -Restore รายไฟล์ / ราย User ได้ละเอียด จุดด้อย -ต้องลงทุน Hardware (NAS + Disk) -ต้องมีการดูแลระบบเอง เช่น Maintenance / Storage Capacity -หาก NAS เสียหายและไม่มี DR อาจเสี่ยงข้อมูลสูญหาย 3. Veeam Backup (On-Premise) Veeam เป็นเครื่องมือ Backup ระดับ Enterprise ที่ได้รับความนิยมสูง โดยเฉพาะในองค์กรขนาดกลางถึงใหญ่ โดยใช้ Server หรือ Storage จุดเด่น -ระบบ Backup ระดับ Enterprise รองรับองค์กรขนาดใหญ่ -สามารถตั้งค่า Backup และ Retention ได้ละเอียดมาก -รองรับการ Restore แบบ granular เช่น ราย email / item level -ควบคุมข้อมูลได้ 100% จุดด้อย -ต้องใช้ความรู้ด้านเทคนิคในการติดตั้งและดูแล -มีค่าใช้จ่าย License -ต้องมี Server / Storage รองรับ 4. Veeam + Cloud (เช่น Azure) รูปแบบนี้เป็นการนำ Veeam ไปทำงานร่วมกับ Cloud Storage เพื่อให้ได้ความยืดหยุ่นสูง และลดภาระ Hardware จุดเด่น -ไม่ต้องลงทุน Hardware เพิ่ม และไม่ต้องเสียค่าบำรุงรักษา -ขยาย Storage ได้ง่าย (Scalable) -รองรับ Disaster Recovery ได้ดี -เข้าถึงข้อมูลได้จากทุกที่ จุดด้อย -มีค่าใช้จ่ายรายเดือน (Cloud Storage + License) -ค่าใช้จ่ายอาจเพิ่มขึ้นตามปริมาณข้อมูล -ต้องพึ่งพา Internet และ Cloud Provider สรุป เน้น “ง่ายและมาตรฐาน” ใช้ Microsoft Native เน้น “คุมข้อมูลเอง + ประหยัดระยะยาว” ใช้ Synology NAS เน้น “Enterprise + Config ” ใช้ Veeam On-Prem เน้น “ยืดหยุ่น + ไม่ต้องดูแล Hardware” ใช้ Veeam + Cloud Netway Communication ให้บริการด้าน Cloud, Hosting และ IT พื้นฐานสำหรับธุรกิจ เป็นตัวแทนแบรนด์ไอทีชั้นนำมากมาย ทั้ง Microsoft, Google, Digicert, ฯลฯ เรามีเจ้าหน้าที่พร้อมดูแลคุณ 24 ชม. สอบถามเพิ่มเติมได้ที่Line : @netway (มี @ ด้านหน้า) หรือ https://bit.ly/line-netwayFacebook : m.me/netway.offcialTel : 02-055-1095Email : support@netway.co.thWeb Chat : [[URL]]/
☁️ เจาะลึก 4 บริการ Cloud Storage: เลือกใช้งานอย่างไรให้ตอบโจทย์องค์กรปี 2026 🚀 การเลือก Cloud Storage ในปี 2026 ไม่ใช่แค่การหา "ที่เก็บไฟล์" อีกต่อไป แต่เป็นการหาพื้นที่ทำงานร่วมกัน (Collaboration Workspace) ที่ตอบโจทย์สไตล์การทำงานของคุณที่สุด วันนี้เราจะมาเจาะลึกจุดเด่นและข้อจำกัดของ 4 บริการยอดฮิต เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ย้ำว่าสุดท้ายแล้ว คุณต้องพิจารณาความต้องการโดยรวมของคุณหรือองค์กรของคุณ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่า และประโยชน์สูงสุด Google Drive หากทีมของคุณทำงานบนบราวเซอร์และใช้เอกสารออนไลน์เป็นหลัก นี่คือตัวเลือกที่ไร้รอยต่อที่สุด 📦 พื้นที่ฟรีเริ่มต้น: 15 GB (แชร์ร่วมกับ Gmail และ Google Photos) 🎯 จุดแข็ง: ระบบแก้ไขเอกสารร่วมกันแบบเรียลไทม์ (Google Docs, Sheets, Slides) ที่เสถียรที่สุด สลับการทำงานไปมาได้ไหลลื่น ⚠️ ข้อควรระวัง: ไม่มีการเข้ารหัสแบบ Zero-knowledge* 🏢 เหมาะสำหรับ: ฟรีแลนซ์, สตาร์ทอัพ และองค์กรที่พึ่งพาระบบ Google Workspace เป็นหลัก*หมายเหตุเรื่อง Zero-knowledge: หมายความว่าระบบของ Google จะถือกุญแจสำหรับถอดรหัสไฟล์ของเราไว้ เพื่อนำไปใช้สแกนไวรัส, ทำระบบค้นหาคำในเอกสาร, หรือประมวลผล AI (ยกเว้นกรณีลูกค้าองค์กรแพ็กเกจ Enterprise ที่สามารถเปิดใช้ฟีเจอร์จัดการกุญแจเข้ารหัสเองได้) Microsoft OneDrive ออกแบบมาให้ฝังเป็นส่วนหนึ่งของระบบปฏิบัติการ Windows ทำให้ผู้ใช้งาน PC แทบไม่ต้องปรับตัว 📦 พื้นที่ฟรีเริ่มต้น: 5 GB 🎯 จุดแข็ง: ผสานการทำงานกับโปรแกรม Microsoft 365 (Word, Excel, PowerPoint) และ Microsoft Teams ได้อย่างไร้ที่ติ ⚠️ ข้อควรระวัง: การใช้งานบนอุปกรณ์ระบบปฏิบัติการอื่นอาจจะไม่ลื่นไหลหรือคุ้นมือเท่าบน Windows 🏢 เหมาะสำหรับ: ผู้ใช้ระบบ Windows เป็นหลัก และองค์กรที่จ่ายค่าสมาชิก Microsoft 365 อยู่แล้ว (เพราะมักจะได้พื้นที่ 1 TB พ่วงมาด้วย) Dropbox ผู้บุกเบิกวงการ Cloud Storage ที่ยังคงมีจุดแข็งเรื่องความเสถียรในการทำงานข้ามแพลตฟอร์ม 📦 พื้นที่ฟรีเริ่มต้น: 2 GB 🎯 จุดแข็ง: เทคโนโลยี Block-level sync ที่ซิงค์เฉพาะ "ส่วนที่ถูกแก้ไข" ของไฟล์ ประหยัดเวลามากเมื่อทำงานกับไฟล์ขนาดใหญ่ พร้อมฟีเจอร์แชร์ไฟล์ภายนอกที่ปรับแต่งสิทธิ์ได้ละเอียด ⚠️ ข้อควรระวัง: พื้นที่ฟรีน้อยมาก และราคาแพ็กเกจระดับองค์กรค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับความจุ 🏢 เหมาะสำหรับ: ครีเอเตอร์, วิดีโออิดิเตอร์ (ไฟล์หนัก), และทีมที่ใช้อุปกรณ์ผสมผสาน (Mac, Windows, Linux) Nextcloud แตกต่างจาก 3 ค่ายบนอย่างสิ้นเชิง Nextcloud เป็นซอฟต์แวร์แบบ Open source ที่เปิดให้องค์กรนำไปติดตั้งบนเซิร์ฟเวอร์ของตัวเอง (Self-hosted) 📦 พื้นที่ฟรีเริ่มต้น: ไม่มีข้อจำกัด (ขึ้นอยู่กับขนาดของเซิร์ฟเวอร์ที่คุณใช้) 🎯 จุดแข็ง: คุณเป็น เจ้าของข้อมูล 100% ควบคุมได้ยันระดับเซิร์ฟเวอร์ เช่น การตั้งชื่อ Hostname สำหรับแบรนด์ตัวเอง (ตัวอย่างเช่น cloudfile.trainphp.com) หรือการเขียนสคริปต์วางระบบ Backup แบบ GFS (Grandfather-Father-Son) ได้ตามนโยบายบริษัท ที่สำคัญคือไม่มีการเก็บค่าบริการ "รายหัว" (Per-user pricing) ⚠️ ข้อควรระวัง: ต้องใช้ทักษะทาง IT Infrastructure ในการติดตั้ง ดูแลระบบ Linux และจัดการความปลอดภัยด้วยตัวเอง 🏢 เหมาะสำหรับ: องค์กรที่ต้องการรักษาความลับขั้นสูงสุด, ทีม IT ที่ต้องการอิสระในการออกแบบระบบ, และองค์กรที่ต้องการลดคอสท์ค่าบริการรายเดือนในระยะยาว 📊 ตารางสรุปภาพรวมเปรียบเทียบติดต่อเราNetway Communication ให้บริการด้าน Cloud, Hosting และ IT พื้นฐานสำหรับธุรกิจ เป็นตัวแทนแบรนด์ไอทีชั้นนำมากมาย ทั้ง Microsoft, Google, Digicert, ฯลฯ เรามีเจ้าหน้าที่พร้อมดูแลคุณ 24 ชม. สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Line: @netway (มี @ ด้านหน้า) หรือ https://bit.ly/line-netway Facebook: m.me/netway.offcial Tel: 02-055-1095 Email: support@netway.co.th Web Chat: [[URL]]/
Upgrade OS In-Place cPanel ELevate cPanel ELevate: เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการอัปเกรดระบบปฏิบัติการ (OS) แบบ In-Place สำหรับเซิร์ฟเวอร์ RHEL และ Ubuntu แบบอัตโนมัติ โดยที่ยังคงรักษาการตั้งค่าการใช้งาน บัญชีผู้ใช้ และบริการต่างๆ เอาไว้ได้ โดยไม่จำเป็นต้องทำการติดตั้ง ระบบปฏิบัติการ (OS) ใหม่ แล้วทำการย้ายข้อมูล (Migration) อีก รวมทั้งยังช่วยลดเวลา Downtime ทำไมต้อง Upgrade OS เนื่องจาก ระบบปฏิบัติการ (OS) อย่างเช่น CentOS7 ได้มีการ EOL ไปแล้ว ทำให้ไม่สามารถ อัพเดท แพท เพื่อแก้ปัญหาช่องโหว่ของระบบปฏิบัติการ (OS) ต่างๆได้ ซึ่งทำให้เครื่อง server ที่ทำการใช้งาน เกิดความเสี่ยงที่จะถูกผู้ไม่หวังดีโจมตีได้ จึงจำเป็นต้องทำการอัพเกรด ระบบปฏิบัติการ เพื่อความปลอดภัย ของ server ที่ใช้งาน cPanel ELevate รองรับการอัปเกรดในระบบปฏิบัติการ (OS) อะไรบ้าง cPanel ELevate: รองรับารอัปเกรดในระบบปฏิบัติการยอดนิยมหลายรายการ ดังต่อไปนี้CentOS 7 ไปเป็น AlmaLinux 8 หรือ Rocky Linux 8 CloudLinux 7 ไปเป็น CloudLinux 8CloudLinux 8 ไปเป็น CloudLinux 9AlmaLinux 8 ไปเป็น AlmaLinux 9Ubuntu 20 ไปเป็น Ubuntu 22 ขั้นตอนการเตรียมตัวก่อนเริ่มอัปเกรดระบบปฏิบัติการ (OS) ก่อนที่จะเริ่มรันสคริปต์ ELevate ควรดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปนี้เพื่อให้แน่ใจว่าการอัปเกรดจะเป็นไปอย่างราบรื่น:สำรองข้อมูลเต็มรูปแบบ (Full Backup): ทำการ Backups ข้อมูลใน cPanel ทั้งหมด รวมถึงทำ Snapshot ของระบบเซิร์ฟเวอร์เอาไว้ก่อน อัปเดต cPanel ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด: ตรวจสอบว่า cPanel ของคุณอยู่ในเวอร์ชันที่รองรับ (เช่น LTS, STABLE, RELEASE, CURRENT หรือ EDGE) ตรวจสอบ (Pre-checks): ตัวสคริปต์จะทำการตรวจสอบความเข้ากันได้ของระบบก่อนเริ่มทำงาน เช่น เวอร์ชันของ EasyApache 4 PHP, ความเข้ากันได้ของ MySQL/MariaDB และ JetBackup เป็นต้นDisk space requirements / : 5 GB free /boot : 120 MB /var/lib : 5 GB /usr/local/cpanel : 1.5 GBAccess requirements ทางเราขอแนะนำว่าก่อนจะทำการอัพเกรดระบบปฏิบัติการ (OS) ควรที่จะมีช่องทางในการเข้าถึง server ตามวิธีด้านล่างนี้ไว้เพราะขั้นตอนในการอัพเกรด จะมีการ reboot เครื่อง server เราจึงควรที่จะมีช่องทางในการเข้าถึงเครื่องไว้หลายๆทางRoot SSH access IPMI or virtual console access Direct console access via hosting provider วิธีการเริ่มใช้งานสคริปต์ cPanel ELevate คุณสามารถดาวน์โหลดและรันคำสั่งผ่าน Command Line (CLI) ได้ดังนี้:wget -O /scripts/elevate-cpanel \ https://raw.githubusercontent.com/cpanel/elevate/release/elevate-cpanel ;chmod 700 /scripts/elevate-cpanelCopy Codeทำการ run command ทดสอบก่อน อัพเกรด/scripts/elevate-cpanel --check Copy Code เมื่อตรวจสอบ แล้วไม่มี error ก็ให้ดำเนินการอัปเกรด ด้วย command /scripts/elevate-cpanel --start Copy Code
Google ประกาศขยายขีดความสามารถของ Gemini ใน Google Chat ครั้งสำคัญ โดยเพิ่มการรองรับภาษาใหม่ๆ ในฟีเจอร์ "Refine" (เกลาข้อความ) เพื่อช่วยให้การสื่อสารในที่ทำงานมีความเป็นมืออาชีพและชัดเจนมากยิ่งขึ้นสำหรับผู้ใช้งานทั่วโลก มีอะไรใหม่? จากเดิมที่รองรับเฉพาะภาษาอังกฤษ ล่าสุด Gemini ใน Google Chat สามารถช่วยคุณปรับแต่งร่างข้อความ (Draft) ได้ในภาษาอื่นๆ เพิ่มเติม ได้แก่: ❤ ภาษาฝรั่งเศส (French) ❤ ภาษาเยอรมัน (German) ❤ ภาษาอิตาลี (Italian) ❤ ภาษาญี่ปุ่น (Japanese) ❤ ภาษาเกาหลี (Korean) ❤ ภาษาโปรตุเกส (Portuguese) ❤ ภาษาสเปน (Spanish) ฟีเจอร์นี้ช่วยอะไรได้บ้าง? ฟีเจอร์ "Refine" จะใช้พลังของ AI อย่าง Gemini เข้ามาช่วยตรวจสอบและปรับปรุงข้อความของคุณในด้านต่างๆ เช่น: ⬢ ปรับแก้ไวยากรณ์และการสะกดคำ: ให้ถูกต้องแม่นยำ ⬢ ปรับโทนเสียงของข้อความ: ช่วยเปลี่ยนข้อความร่างแบบกันเองให้ดูเป็นทางการหรือมีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น ⬢ เพิ่มความชัดเจน: ปรับเปลี่ยนรูปประโยคให้สื่อความหมายได้ตรงประเด็น ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับทีมที่ต้องทำงานในสภาพแวดล้อมที่ใช้หลายภาษา (Multilingual) หรือผู้ที่ต้องสื่อสารด้วยภาษาที่สอง เพื่อให้มั่นใจว่าข้อความที่ส่งออกไปนั้นสื่อสารได้อย่างมั่นใจและถูกต้องตามเจตนา วิธีใช้งาน สำหรับผู้ใช้งานทั่วไปที่ได้รับสิทธิ์การเข้าถึงฟีเจอร์นี้: ขณะพิมพ์ข้อความใน Google Chat ให้กดที่ไอคอน "Refine" ในแถบเครื่องมือปรับแต่ง (Formatting toolbar) หรือทำการไฮไลต์ (Highlight) ข้อความบางส่วนที่ต้องการ แล้วเลือกตัวเลือกเพื่อเกลาข้อความได้ทันที การเริ่มเปิดใช้งาน (Rollout) ❯ Rapid Release domains: เริ่มทยอยปล่อยให้ใช้งานตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 2026 (ใช้เวลาประมาณ 15 วันในการกระจายฟีเจอร์ให้ครบ) ❯ Scheduled Release domains: เริ่มทยอยปล่อยตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2026 เป็นต้นไป แพ็กเกจที่รองรับ ฟีเจอร์นี้จะเปิดให้ใช้งานสำหรับลูกค้า Google Workspace ในกลุ่มต่อไปนี้: Business: Standard, Plus Enterprise: Standard, Plus Education Add-ons: Gemini Education / Education Premium Frontline: Plus Consumer: ผู้ที่สมัครบริการ Google One AI Premium ที่มา: Google Workspace Updates Blog -------------------------------------------------------------------- เราดีใจที่คุณยังนึกถึงเรา 👧🧔 เราพร้อมดูแลคุณ 24 ชม. ผ่านทุกช่องทางที่คุณสะดวก 📧 Email: support@netway.co.th 🖥 Web Chat: [[URL]] 📞 Tel: 02-055-1095 💙 Facebook Messenger: @netway.official 💚 Line ID: @netway หรือ https://bit.ly/line-netway
ในองค์กรที่ใช้ Microsoft Teams เป็นศูนย์กลางการในทำงาน การจัดการสมาชิกในแต่ละ Team หรือ Group ถือเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะเวลาที่ต้องตรวจสอบสิทธิ์, Audit, หรือทำรายงานให้ผู้บริหาร เงื่อนไข จะต้องใช้งาน User ที่เป็น Teams Administrator / Teams Administrator / User Administrator ในการดำเนินการ วิธีการ Export 1. Microsoft 365 Admin Center 2. ไปที่เมนู Teams & Groups 3. Active teams & groups 4. ไปที่ 3 จุดตามภาพ เลือกทีมที่ต้องการและกด Export group members 5.ข้อมูลที่ Export ออกมาจะเป็นไฟล์ Excel ซึ่งสามารถปรับและแก้ไขได้ตามเหมาะสมในภายหลัง Netway Communication ให้บริการด้าน Cloud, Hosting และ IT พื้นฐานสำหรับธุรกิจ เป็นตัวแทนแบรนด์ไอทีชั้นนำมากมาย ทั้ง Microsoft, Google, Digicert, ฯลฯ เรามีเจ้าหน้าที่พร้อมดูแลคุณ 24 ชม. สอบถามเพิ่มเติมได้ที่Line : @netway (มี @ ด้านหน้า) หรือ https://bit.ly/line-netwayFacebook : m.me/netway.offcialTel : 02-055-1095Email : support@netway.co.thWeb Chat : [[URL]]/