สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน วันนี้เรามีข่าวอัปเดตสำคัญสำหรับองค์กรและผู้ใช้งานระบบประชุมทางไกลจาก Google Workspace มาฝากกันครับ หลังจากที่เปิดให้ทดลองใช้งานแบบ Preview กันมาสักระยะ ล่าสุด Google ได้ประกาศให้ฟีเจอร์ การทำงานร่วมกันระหว่างอุปกรณ์ (Device Interoperability) ระหว่าง Google Meet และ Microsoft Teams เข้าสู่สถานะ Generally Available (GA) หรือเปิดใช้งานจริงสำหรับทุกคนแล้ว!ปัญหาการเข้าประชุมข้ามแพลตฟอร์มที่เคยยุ่งยากและต้องคอยพะวงว่าห้องประชุมนี้ใช้ระบบของค่ายไหน จะหมดไปตั้งแต่วันนี้ไฮไลต์ความสามารถใหม่ที่คุณจะได้ใช้งานอัปเดตครั้งนี้ทำให้ข้อจำกัดเรื่องอุปกรณ์ประชุมในห้องประชุม (Meeting Room) หมดไป โดยมีความสามารถหลักๆ ดังนี้ครับ:Google Meet Hardware เข้าร่วมประชุม Microsoft Teams ได้: อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ของ Google Meet ที่ทำงานบนระบบ Android (AOSP) สามารถกดเข้าร่วมการประชุมบน Microsoft Teams ได้โดยตรงMicrosoft Teams Rooms เข้าร่วมประชุม Google Meet ได้: ในทางกลับกัน อุปกรณ์ฝั่ง Microsoft Teams Rooms บน Android (AOSP) ก็สามารถกดเข้าร่วมการประชุมบน Google Meet ได้เช่นกันช่วยให้องค์กรที่จำเป็นต้องติดต่อสื่อสารกับพาร์ทเนอร์หรือลูกค้าที่มีการสลับใช้โปรแกรมประชุมทั้งสองค่าย สามารถใช้งานห้องประชุมเดิมร่วมกันได้อย่างราบรื่น โดยไม่ต้องกังวลเรื่องลิงก์เชิญประชุมหรือหน้าจอฮาร์ดแวร์ที่ไม่รองรับอีกต่อไปการเริ่มต้นใช้งาน (Getting Started)สำหรับผู้ดูแลระบบ (Admins): สามารถเข้าไปศึกษาคู่มือเพิ่มเติมได้ที่ Google Help Center เพื่อตั้งค่าอนุญาตให้อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ของ Meet สามารถเชื่อมต่อกับบริการประชุมภายนอกได้สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป (End users): สามารถใช้งานและเข้าร่วมการประชุมบน Teams ผ่านอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ Meet ได้ทันทีตามขั้นตอนมาตรฐานอัปเดตนี้เริ่มทยอยปล่อยให้ลูกค้า Google Workspace ทุกท่านแล้ว (Full Rollout ใช้เวลาประมาณ 1-3 วันนับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2026 เป็นต้นมา) ใครใช้งานฮาร์ดแวร์เหล่านี้อยู่ อย่าลืมลองทดสอบความสะดวกสบายใหม่นี้กันดูนะครับ!Google Workspace Updatesติดต่อเรา
ไมโครซอฟท์ (Microsoft) ได้ประกาศยกระดับ Microsoft Copilot ครั้งใหญ่ เพื่อตอบโจทย์รูปแบบการทำงานแห่งอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยมุ่งเชื่อมโยงเครื่องมือที่ทุกคนคุ้นเคยเข้ากับความสามารถระดับถัดไป ช่วยให้ทั้งบุคคลและองค์กรสามารถสร้าง ปรับแต่ง และขยายขีดความสามารถด้าน AI ได้อย่างไร้รอยต่อโดยหัวใจสำคัญของการอัปเดตครั้งนี้ประกอบด้วย 3 ฟีเจอร์หลัก ได้แก่ Home, Code และ Autopilot1. Home: จุดเริ่มต้นใหม่รวมทุกการทำงานไว้ในที่เดียวหน้าตาแอปพลิเคชัน Copilot โฉมใหม่ถูกออกแบบให้ Home เป็นจุดศูนย์กลางที่ผสานระหว่าง Chat และ Cowork เข้าด้วยกันอย่างลงตัว:Chat: สำหรับการพูดคุยโต้ตอบอย่างรวดเร็ว ตอบคำถาม ค้นหาข้อมูล หรือช่วยร่างเอกสารCowork: สำหรับงานที่ต้องมอบหมายให้ AI ทำแบบจบในขั้นตอนเดียว (End-to-End) ตั้งแต่การเขียนตอบข้อเสนอโครงการ (RFP), ชุดข้อมูลเปิดตัวสินค้า, ไปจนถึงสรุปปิดบัญชีการเงินOffice in Copilot: ดึงพลังเต็มรูปแบบของ Word, Excel และ PowerPoint เข้ามาอยู่ใน Copilot โดยตรง ผู้ใช้สามารถสั่งสร้างหรือแก้ไขเอกสารจริงแบบเรียลไทม์ ทำงานร่วมกับทีมได้ทันทีโดยไม่ต้องสลับแอปไปมา2. Code: ขยายขีดความสามารถในการสร้างเครื่องมือให้ทุกคนไม่ใช่แค่นักพัฒนาซอฟต์แวร์เท่านั้นที่จะสร้างโซลูชันได้อีกต่อไป ด้วยฟีเจอร์ Code (ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีเดียวกับ GitHub Copilot) ช่วยให้ทุกคนสามารถสร้างแอปขนาดเล็ก ตัวติดตามงาน (Tracker) แดชบอร์ด หรือระบบอัตโนมัติได้ง่ายๆ เพียงแค่อธิบายด้วย ภาษาธรรมชาติ (Natural Language)ทำงานในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย (Sandbox) และโฮสต์ภายในโครงสร้างพื้นฐานขององค์กร (Microsoft Copilot Managed Runtime)ช่วยให้การสร้างเครื่องมือเฉพาะกิจเพื่อใช้ในทีมกลายเป็นเรื่องง่ายเหมือนกับการเขียนบันทึกข้อความ3. Autopilot: เพื่อนร่วมงานดิจิทัลที่ทำงานแทนคุณตลอด 24 ชั่วโมงเปลี่ยน AI จากผู้ช่วยที่รอคำสั่ง ให้กลายเป็นผู้ช่วยเชิงรุก (Proactive Agent) ที่มีชื่อ บทบาท และเป้าหมายของตัวเอง:Autopilot (เดิมเรียกว่า Scout) สามารถเฝ้าดูช่องทางสนทนา ติดตามงาน คอยประสานงาน และจัดการกระบวนการที่ซับซ้อน เช่น การจัดการกระบวนการประเมินซัพพลายเออร์ ตั้งแต่จัดตาราง นัดหมาย ไปจนถึงตามงานจากผู้เกี่ยวข้องทำงานบนคลาวด์แม้ในเวลาที่คุณไม่ได้เปิดเครื่อง พร้อมระบบความปลอดภัยและการให้สิทธิ์เข้าถึงตามมาตรฐานองค์กรการขยายบริบททางธุรกิจและระบบจัดการต้นทุน (FinOps for AI)Fabric IQ & Dynamics 365: เชื่อมโยงข้อมูลเชิงลึกจาก Power BI, Dynamics 365 และ Power Platform เข้ากับ Copilot ทำให้ AI มีบริบทข้อมูลขององค์กรที่แม่นยำและอัปเดตแบบเรียลไทม์FinOps for AI: ระบบบริหารจัดการงบประมาณค่าใช้จ่ายด้าน AI ให้องค์กรสามารถควบคุมต้นทุน ตรวจสอบการใช้งาน และเลือกโมเดลที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับการทำงานแต่ละประเภทได้อย่างโปร่งใสการอัปเดตชุดนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่เปลี่ยน Copilot จากเครื่องมือช่วยตอบคำถามธรรมดา ให้กลายเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วย "ถาม สั่งการ สร้าง และอัตโนมัติ" งานทุกรูปแบบได้อย่างแท้จริง โดยจะเริ่มทยอยปล่อยให้ใช้งานผ่านโครงการ Frontier ในช่วงสัปดาห์นี้เป็นต้นไปReference: Official Microsoft Blogติดต่อเรา
มีอัปเดตใหม่ที่น่าสนใจจาก Google Workspace สำหรับใครที่ต้องบริหารจัดการเวลา หรือมีผู้ช่วย/เลขาฯ คอยจัดตารางงานให้ เพราะล่าสุด Google Calendar ได้ปล่อย 2 ฟีเจอร์ใหม่ที่เน้นเรื่อง "ความเป็นส่วนตัว (Privacy)" และการจัดการนัดหมายให้ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นค่ะ 1. เพิ่มสิทธิ์การแชร์ปฏิทินแบบใหม่: ให้ช่วยแก้ตารางงานได้ แต่ไม่เห็นนัดส่วนตัว 🔒 ปกติเวลาเราตั้งค่าแชร์ปฏิทินให้คนอื่นช่วยจัดการ (Delegate) เช่น เลขานุการ หรือทีมงาน ถ้าเราให้สิทธิ์เขาแก้ไขปฏิทินได้ เขาก็มักจะมองเห็นรายละเอียดนัดหมายส่วนตัว (Private Events) ของเราไปด้วย แต่ตอนนี้ Google ได้เพิ่มระดับสิทธิ์การแชร์แบบใหม่เข้ามา คือ “Make changes (see private events as free/busy)” (แก้ไขได้ / เห็นนัดหมายส่วนตัวเป็นสถานะไม่ว่าง) ทำงานอย่างไร?: ผู้รับสิทธิ์ (Delegates) จะสามารถสร้าง ลบ หรือแก้ไขนัดหมายทั่วไปได้ตามปกติ แต่สำหรับนัดหมายที่คุณตั้งค่าไว้เป็น "ส่วนตัว (Private)" ผู้ช่วยของคุณจะเห็นเป็นเพียงบล็อกสีที่ขึ้นว่า "ไม่ว่าง (Busy)" เท่านั้น โดยจะไม่เห็นชื่อกิจกรรม รายละเอียด และไม่สามารถเข้าไปแก้ไขหรือเลื่อนเวลานัดนั้นได้เลย รวมถึงนัดส่วนตัวนี้จะไม่ขึ้นในผลลัพธ์การค้นหาของผู้ช่วยอีกด้วย ประโยชน์: เหมาะมากสำหรับผู้บริหาร หัวหน้าทีม หรือใครก็ตามที่อยากให้คนอื่นช่วยจัดตารางงานให้ แต่ยังต้องการเก็บเรื่องส่วนตัวไว้เป็นความลับร้อยเปอร์เซ็นต์ 2. ปรับเปลี่ยนวิธีตั้งค่าความเป็นส่วนตัวของ "นัดหมายแบบซ้ำ" (Recurring Events) 🔄 นอกจากเรื่องสิทธิ์การแชร์แล้ว Google ยังปรับปรุงกฎการตั้งค่าความปลอดภัยของนัดหมายที่มีการจัดซ้ำๆ (เช่น ประชุมรายสัปดาห์ หรือคลาสเรียนประจำเดือน) ดังนี้ค่ะ: เปลี่ยนทีเดียวทั้งซีรีส์: ต่อไปนี้เราจะไม่สามารถเปลี่ยนสถานะความเป็นส่วนตัว (Visibility) ของนัดหมายเพียง "แค่ครั้งใดครั้งหนึ่ง" ในกลุ่มนัดหมายที่ตั้งซ้ำได้แล้ว หากมีการปรับเปลี่ยน สถานะนั้นจะถูกบังคับใช้กับนัดหมายทั้งหมดในซีรีส์นั้นทันที ปรับตามเกณฑ์ที่เข้มงวดที่สุด (Strictest Visibility): สำหรับนัดหมายแบบซ้ำที่มีอยู่เดิมในระบบ หากมีนัดหมายครั้งใดครั้งหนึ่งในซีรีส์ถูกตั้งค่าเป็น "ส่วนตัว (Private)" ระบบของ Google Calendar จะทำการปรับให้นัดหมายทั้งหมดในซีรีส์นั้นกลายเป็น "ส่วนตัว (Private)" ตามไปด้วยโดยอัตโนมัติ เพื่อป้องกันข้อมูลหลุดไหล 🚀 ช่วงเวลาการเปิดใช้งาน (Rollout) การเริ่มทยอยเปิดใช้งาน: เริ่มตั้งแต่วันที่ 7 กรกฎาคม 2026 เป็นต้นไป (เป็นการทยอยเปิดใช้งานแบบ Extended rollout ซึ่งอาจใช้เวลามากกว่า 15 วันกว่าจะเห็นฟีเจอร์นี้ครบทุกคน) ใครใช้งานได้บ้าง?: ผู้ใช้งาน Google Workspace ทุกแพลตฟอร์ม, ผู้สมัครบริการ Workspace Individual รวมถึงผู้ใช้งานบัญชีส่วนตัว (Personal Google Accounts) ทั่วไปก็สามารถใช้งานได้ค่ะ วิธีเริ่มใช้งาน: สำหรับผู้ใช้ทั่วไป สามารถเข้าไปมอบสิทธิ์การแชร์รูปแบบใหม่นี้ให้ผู้ช่วยได้ทันทีผ่านทางหน้าการตั้งค่าปฏิทิน (Calendar Settings) โดยที่แอดมินระบบ (Admins) ไม่ต้องเปิดคอนโทรลใดๆ เพิ่มเติมค่ะ หวังว่าสรุปนี้จะช่วยให้ชาวบล็อกและผู้ใช้งาน Google Workspace เห็นภาพชัดเจนขึ้น ใครที่ปฏิทินแน่นๆ และมีผู้ช่วย อย่าลืมแวะเข้าไปเช็กฟีเจอร์นี้ใน Settings กันดูนะคะ!ติดต่อเราLine : @netway (มี @ ด้านหน้า) หรือ https://bit.ly/line-netwayFacebook : m.me/netway.offcialTel : 02-055-1095Email : support@netway.co.thWeb Chat : [[URL]]/
Microsoft ประกาศเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ "Test mic and speaker" (ทดสอบไมโครโฟนและลำโพง) บน Microsoft Teams ซึ่งเป็นระบบที่ออกแบบมาให้ผู้ใช้สามารถตรวจสอบความพร้อมของอุปกรณ์เสียงได้ตั้งแต่หน้าจอก่อนเข้าร่วมประชุม (Pre-join screen) เพื่อลดปัญหาทางเทคนิคที่มักเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ฟีเจอร์นี้มีอะไรใหม่บ้าง? ระบบจะพาคุณทดสอบอุปกรณ์ทีละขั้นตอนอย่างง่ายดาย (Guided flow) ในที่เดียว ประกอบด้วย: ทดสอบลำโพง (Speaker test) ระบบจะเล่นเสียงสัญญาณสั้นๆ เพื่อให้คุณมั่นใจว่าได้ยินเสียงจากลำโพงหรือหูฟังที่เลือกอย่างถูกต้อง ทดสอบไมโครโฟน (Microphone test) ระบบจะบันทึกเสียงพูดสั้นๆ ของคุณแล้วเปิดทดสอบให้ฟังซ้ำ เพื่อเช็กว่าคนอื่นจะได้ยินเสียงคุณชัดเจนไหม หน้าสรุปผล (Summary view) สรุปให้เห็นชัดเจนว่าทั้งไมค์และลำโพงของคุณทำงานได้ปกติ 100% หรือไม่ ก่อนจะกดปุ่มเข้าร่วมประชุม ทำไมฟีเจอร์นี้ถึงสำคัญ? ปัญหาเรื่อง "ไม่ได้ยินเสียง" หรือ "ไมค์ไม่ดัง" เป็นหนึ่งในปัญหาที่กวนใจผู้ใช้งานมากที่สุดเวลาประชุมออนไลน์ ฟีเจอร์นี้จึงเข้ามาช่วย: ลดเวลาแก้ปัญหาระหว่างประชุม ไม่ต้องเสียเวลามานั่งตั้งค่าหรือถามว่า "ได้ยินไหมคะ" หลังจากเข้าห้องประชุมไปแล้ว เพิ่มความมั่นใจ ช่วยให้ผู้ใช้ โดยเฉพาะผู้ใช้งานใหม่ หรือผู้ที่ต่ออุปกรณ์แยกหลายชิ้น (เช่น หูฟัง, ไมค์เสริม, ลำโพงนอก) มั่นใจว่าระบบพร้อมใช้งานจริง ลดปัญหาเสียงดับทางเดียว (One-way audio) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ประสบการณ์การประชุมออนไลน์แย่ลง วิธีการใช้งาน เมื่อคุณกดเข้าร่วมการประชุมและอยู่ในหน้าจอก่อนเข้า (Pre-join screen) ให้สังเกตใต้หัวข้อ Computer audio จะมีปุ่ม "Test mic and speaker" ปรากฏขึ้นมา สามารถกดเพื่อทำตามขั้นตอนที่ระบบแนะนำได้ทันที สถานะการเปิดให้ใช้งาน ฟีเจอร์ Test mic and speaker กำลังเริ่มทยอยเปิดใช้งาน (Rollout) ให้กับผู้ใช้ Microsoft Teams เวอร์ชัน Desktop (คอมพิวเตอร์) เป็นกลุ่มแรก และจะขยายไปยังแพลตฟอร์มอื่นๆ ในลำดับถัดไปค่ะ___________________________________________________________________________________________________________________________ Netway Communication ให้บริการด้าน Cloud, Hosting และ IT พื้นฐานสำหรับธุรกิจ เป็นตัวแทนแบรนด์ไอทีชั้นนำมากมายทั้ง Microsoft, Google, Digicert, ฯลฯ เรามีเจ้าหน้าที่พร้อมดูแลคุณ 24 ชม. สอบถามเพิ่มเติมได้ที่Line : @netway (มี @ ด้านหน้า) หรือ https://bit.ly/line-netwayFacebook : m.me/netway.offcialTel : 02-055-1095Email : support@netway.co.thWeb Chat : [[URL]]/
เอาใจวัยทำงานและสายหั่นเวลาเดินทาง! ล่าสุด Google ได้ปล่อยอัปเดตฟีเจอร์ใหม่ที่หลายคนรอคอย โดยส่ง Google Meet ตรงสู่หน้าจอแดชบอร์ดของรถยนต์ผ่านระบบ Android Auto อย่างเป็นทางการแล้ว เพื่อให้คุณสามารถเชื่อมต่อและเข้าร่วมประชุมสำคัญได้อย่างปลอดภัยในขณะขับรถโดยไม่ต้องละสายตาจากท้องถนน⚡️ฟีเจอร์เด่นที่น่าสนใจ⚡️📲หน้าจอที่ออกแบบเพื่อความปลอดภัย อินเทอร์เฟซบน Android Auto จะถูกปรับลดทอนสิ่งรบกวนให้เหลือน้อยที่สุด โดยจะเน้นการทำงานผ่าน ระบบเสียงเป็นหลัก (Audio-only) 📸ไม่มีภาพวิดีโอเพื่อความปลอดภัย (No Video): เมื่อคุณเข้าร่วมประชุม กล้องของคุณจะถูกปิดโดยอัตโนมัติ และคุณจะไม่เห็นภาพวิดีโอของผู้ร่วมประชุมคนอื่น รวมถึงไม่สามารถดูการแชร์หน้าจอได้ เพื่อให้มีสมาธิกับการขับขี่ 100% 🪄แถบเมนูใช้งานง่าย หน้าจอในรถจะถูกแบ่งออกเป็น 2 แท็บหลักๆ คือ: 📆Scheduled (ตารางนัดหมาย) แสดงรายการประชุมที่กำลังจะมาถึง สามารถกดเข้าร่วม (Join) ได้ง่ายๆ เพียงแค่เคาะหน้าจอครั้งเดียว (Single tap) โดยระบบจะข้ามหน้าต่างเช็กความพร้อมก่อนโทร (Pre-call screen) เพื่อความรวดเร็ว 📞History (ประวัติการโทร) แสดงประวัติการติดต่อ สามารถกดโทรสายตรงหาเพื่อนร่วมงานหรือลูกค้าได้ทันที 🔊สลับเสียงอัจฉริยะ เมื่อเชื่อมต่อมือถือเข้ากับรถ เสียงการประชุมจะย้ายไปออกลำโพงรถยนต์ทันที และเมื่อดับเครื่องหรือถอดสาย ระบบจะดึงเสียงกลับมาที่มือถือหรือหูฟังบลูทูธให้อัตโนมัติอย่างราบรื่น 🛍️ระบบความปลอดภัยเมื่อเริ่มสาย ทันทีที่กดเข้าร่วมประชุม โทรศัพท์มือถือของคุณจะเข้าสู่โหมด "On-the-Go" อัตโนมัติ ซึ่งจะล็อกหน้าจอมือถือให้เป็นแบบเรียบง่าย ป้องกันการกดใช้งานขณะขับรถ 🚫ข้อจำกัดที่ควรทราบ🚫 ฟีเจอร์นี้สร้างมาเพื่อการฟังและพูดคุยเท่านั้น หากต้องการเปิดกล้อง, ดูสไลด์พรีเซนต์, พิมพ์แชต (Chat) หรือโหวตโพล (Polls) คุณจำเป็นต้องนำรถเข้าจอดในที่ปลอดภัยก่อน แล้วค่อยเปิดใช้งานผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือตามปกติ ปัจจุบันยังไม่รองรับบัญชีประเภท Work Profile (โปรไฟล์งานที่แยกในระบบแอนดรอยด์) ซึ่งหากใช้บัญชีประเภทนี้ จะรับสายเข้า-โทรออกที่กำลังใช้งานอยู่ได้ แต่จะไม่แสดงตารางนัดหมายและประวัติการโทรบนหน้าจอน้ันเอง 👥การเริ่มใช้งานและกลุ่มผู้ใช้👥 วิธีใช้งาน ไม่ต้องตั้งค่าอะไรยุ่งยาก ฟีเจอร์นี้ถูกเปิดใช้งานเป็นค่าเริ่มต้น (ON by default) เพียงแค่คุณอัปเดตแอป Google Meet บนมือถือ Android ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด จากนั้นเชื่อมต่อบลูทูธหรือสาย USB เข้ากับรถยนต์ที่รองรับ Android Auto ไอคอน Google Meet ก็จะปรากฏขึ้นบนหน้าจอรถยนต์ทันที การปล่อยอัปเดต เริ่มทยอยปล่อยอัปเดตให้ผู้ใช้ทั่วไปแล้ว (คาดว่าจะครบถ้วนภายในช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2026) สิทธิ์การใช้งาน รองรับผู้ใช้ทุกกลุ่ม ตั้งแต่ลูกค้า Google Workspace ทุกประเภท, สมาชิก Workspace Individual ไปจนถึงผู้ใช้บัญชี Google ส่วนบุคคล (Personal Accounts) ___________________________________________________________________________________________________________________________ Netway Communication ให้บริการด้าน Cloud, Hosting และ IT พื้นฐานสำหรับธุรกิจ เป็นตัวแทนแบรนด์ไอทีชั้นนำมากมาย ทั้ง Microsoft, Google, Digicert, ฯลฯ เรามีเจ้าหน้าที่พร้อมดูแลคุณ 24 ชม. สอบถามเพิ่มเติมได้ที่Line : @netway (มี @ ด้านหน้า) หรือ https://bit.ly/line-netwayFacebook : m.me/netway.offcialTel : 02-055-1095Email : support@netway.co.thWeb Chat : [[URL]]/