เคล็ดลับการจัดระเบียบที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์เมื่อใช้ร่วมกัน ในแต่ละบริษัทจะมีข้อมูลไฟล์ต่างๆ จำนวนมากใช้พื้นที่จัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์ร่วมกัน ไฟล์ที่อยู่ไม่ถูกที่ถูกทางก็อาจจะเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว การค้นหาไฟล์จะยากและนานขึ้น อีกทั้ง url ก็จะมีความยาวมากขึ้นด้วยเช่นกัน เปอร์เซ็นต์ของข้อมูลองค์กรทั่วโลกที่จัดเก็บในระบบคลาวด์เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า องค์กรส่วนใหญ่จัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์โดยใช้บริการของ OneDrive, Google Drive และอื่นๆ จะจัดการได้อย่างไร มาดูเคล็ดลับการจัดระเบียบที่เก็บข้อมูลไฟล์บนคลาวด์เมื่อมีการใช้งานร่วมกันดังนี้ 1. ใช้โครงสร้างการตั้งชื่อโฟลเดอร์แบบสากล การตั้งชื่อโฟลเดอร์สากลควรอ้างอิงและปฏิบัติตามนโยบายองค์กรนั้นๆ ด้วย ลำดับชั้นของโฟลเดอร์และวิธีตั้งชื่อ เช่น คุณอาจมี "แผนก" เป็นโฟลเดอร์ภายนอกและมีโฟล์เดอร์ "โครงการ" อยู่ในนั้น ข้อดีคือทุกคนใช้ระบบการตั้งชื่อแบบเดียวกัน ทุกคนจะค้นหาสิ่งของได้ง่ายขึ้น และยังลดความเสี่ยงในการมีโฟลเดอร์ซ้ำกันอีกด้วย 2. รักษาโครงสร้างไฟล์ให้เหลือเพียง 2-3 โฟลเดอร์ การมีโฟลเดอร์ซ้อนกันมากเกินไป อาจใช้เวลานานมากในการค้นหาไฟล์ ต้องคลิกลงไปหลายชั้นกว่าเจอข้อมูล หากลดจำนวนโฟลเดอร์ วิธีนี้จะช่วยให้ค้นหาไฟล์ได้ง่ายขึ้นและช่วยให้มีพื้นที่จัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์ได้มากขึ้น 3. อย่าสร้างโฟลเดอร์สำหรับไฟล์น้อยกว่า 10 ไฟล์ การค้นหาเอกสาร ยิ่งพนักงานต้องคลิกเข้าไปในโฟลเดอร์มากเท่าไร ก็ยิ่งใช้เวลานานขึ้นเท่านั้น หากมีจำนวนไฟล์ไม่เกิน 10 ไฟล์ ควรตั้งชื่อไฟล์ให้สื่อกับงานนั้นๆ 4. องค์กรควรส่งเสริมเน้นยำ้เรื่อง "ใช้เวลาให้คุ้มค่าเพื่อประหยัด” ก่อนเริ่มโครงการการใดๆ ควรอธิบายทำความเข้าใจให้ตรงกัน ในเรื่องการใช้งานเอกสารร่วมกัน 5. ใช้แท็กโฟลเดอร์หรือสีเพื่อให้จดจำได้ง่ายขึ้น การกำหนดสีของโฟล์เดอร์ พื้นที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์ทุกค่ายจะมีฟังก์ชั่นนี้ เช่น OneDrive ขณะ Create a folder จะมีให้เลือก Folder color หรือหากสร้างโฟล์เดอร์ไปแล้ว สามารถแก้ไขได้โดยด้านขวาของแต่ละโฟล์เดอร์ มีปุ่ม More Actions ( จุด 3 จุด ) แล้วเลือก Folder color 6. จัดระเบียบและเก็บเป็นประจำ ใน 1 ปี ของการทำงานไฟล์ถูกสร้างอย่างรวดเร็ว ยิ่งเพิ่มไฟล์ลงในระบบจัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์มากเท่าไร การค้นหาไฟล์ที่ต้องการก็จะยิ่งยากขึ้นเท่านั้น ถึงแม้ว่าการจัดเก็บไฟล์จะจัดระเบียบอย่างดีแล้วก็ตาม การป้องกันการสับสนระหว่างการค้นหาไฟล์ใหม่และเก่า จึงควรจัดระเบียบไฟล์เป็นประจำ ซึ่งต้องให้ผู้ดูแลระบบลบไฟล์ที่ไม่จำเป็นออกเดือนละครั้ง เช่น ไฟล์ซ้ำหรือเวอร์ชันร่างเก่าของเอกสาร เป็นต้น หากคุณต้องการแพลตฟอร์มการทํางานบนระบบคลาวด์ ที่เน้นเรื่องการจัดการระบบข้อมูลเอกสารภายในองค์กร และใช้งานร่วมกัน แชร์ไฟล์ การจัดเก็บหรือใช้งานแบบส่วนตัวที่ใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลาได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ทั้งระบบเว็บบราวเซอร์และแอปพลิเคชัน เราขอแนะนำผลิตภัณฑ์จาก Microsoft 365, Microsoft Teams, Google Workspace ยินดีให้บริการ สามารถติดต่อสอบถาม Netway Communication ได้ตลอด 24 ชม. ผ่านช่องทาง Email: support@netway.co.th Line ID: @netway Tel: 02 055 1095 อ้างอิง: thetechnologypress.com
ข้อควรทราบก่อนดำเนินการวิธีการนี้จะเป็นการลบผู้ใช้งาน โดยคำนึงถึงข้อมูลของผู้ใช้งานด้วย โดยจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ1. ข้อมูล Email2. ข้อมูล OneDriveหลังจากที่ดำเนินการลบตามวิธีนี้แล้ว จะส่งผลต่อไปนี้1. ข้อมูล Email จะไม่ถูกลบ โดยผู้ใช้งานจะถูกเปลี่ยนสถานะจากเดิม User Mailbox เป็น Shared Mailbox แทน ซึ่งเป็น Feature ที่สามารถเก็บข้อมูล Email ไว้ได้โดยไม่จำเป็นต้องมี License และมอบสิทธิ์ในการเข้าถึงให้กับผู้ใช้งานที่ระบุไว้สามารถเข้าถึงได้2. ข้อมูล OneDrive จะถูกมอบสิทธิ์ให้กับผู้ใช้งาน เพื่อเข้าถึงได้และโอนย้ายข้อมูลมายัง OneDrive ของผู้รับผิดชอบถัดไป (ข้อมูลส่วนนี้จะถูกลบ ตาม Retention Policy ส่วนของ OneDrive ซึ่งกำหนดเริ่มต้นไว้ที่ 30 วัน)วิธีการ1. ไปยัง Microsoft 365 Admin Center > Users > Active users 2. เลือกผู้ใช้งานที่ต้องการลบ และเลือก Delete 3. จากนั้นเลือกหัวข้อ ดังต่อไปนี้ 3.1. เลือก "Give another user access to this user's OneDrive files for 30 days after the user is deleted" หากต้องการให้ผู้ใช้งานอื่นๆ เข้าถึง OneDrive เพื่อสำรองข้อมูลได้ พร้อมกับระบุผู้ใช้งานที่รับผิดชอบ 3.2. เลือก "Give another user access to this user's email" หากต้องการเปลี่ยนสถานะ User Mailbox ให้เป็น Shared Mailbox เพื่อเก็บข้อมูล Email ไว้ไม่ให้ถูกลบ หากเลือกแค่เพียงให้สิทธิ์ผู้รับผิดชอบเข้าถึง OneDrive สามารถลบผู้ใช้งานได้เลยหากเลือก "Give another user access to this user's email" ให้กด "Require: Give email access to another user" เพื่อตั้งค่า1. Mailbox access: ระบุผู้ที่มีสิทธิ์เข้าถึง Shared Mailbox ดังกล่าว2. Display name: กำหนดว่าจะเปลี่ยนชื่อผู้ใช้งานหรือไม่ (โดยปกติแล้ว หากไม่ได้ใช้ส่งออก แนะนำให้เปลี่ยนชื่อ เพื่อไม่ให้สับสนระหว่าง User ทั่วไป กับ Shared Mailbox)3. Automatic replies: หากต้องการให้ตอบกลับอัตโนมัติ เพื่อแจ้งว่า Email นี้ไม่ได้ใช้งานแล้ว สามารถตั้งค่าได้ที่เมนูนี้4. Aliases: หากมี Alias Email ที่เกี่ยวข้อง จะสามารถลบได้จากเมนูนี้จากนั้นตรวจสอบข้อมูล และเลือก Transfer ownership เพื่อเสร็จสิ้นการตั้งค่า 4. เมื่อกลับมาสู่หน้าลบผู้ใช้งาน จะพบว่าปุ่ม "Delete user" จะเปลี่ยนเป็น "Assign and convert" แทน และเลือกเพื่อดำเนินการได้เลย 5. หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการแล้ว จะส่งผลต่อไปนี้ 5.1. ผู้ใช้งานดังกล่าวจะยังคงอยู่ในหน้า Active users (ห้ามลบเด็ดขาด เนื่องจากจะส่งผลให้ Shared Mailbox ถูกลบด้วยเช่นกัน) แต่สังเกตุว่าผู้ใช้งานจะไม่มี License แล้ว (จากกรณีตัวอย่าง จะมีการตั้งค่า เพื่อให้เปลี่ยนชื่อด้วยเช่นกัน) 5.2. ผู้ใช้งานดังกล่าวจะถูกเพิ่มในเมนู Teams & groups > Shared mailboxes และมีการกำหนด Member ที่สามารถเข้าตรวจสอบข้อมูลได้ตามที่ตั้งค่าไว้ด้วยเช่นกัน 5.3. ในกรณีที่เลือกให้สิทธิ์เข้าถึง OneDrive จะมี Email แจ้งไปยังผู้รับผิดชอบที่กำหนดไว้ และมี Link ในการเข้าถึง OneDrive ให้ผู้ที่รับผิดชอบย้ายข้อมูลมาไว้ยัง OneDrive ตัวเอง เนื่องจากข้อมูลส่วนนี้จะไม่ถูกเก็บไว้ถาวร (ตัวอย่างตามรูป คือ จะถูกลบหลังจากผ่านไป 365 วัน) 5.4. ในกรณีที่เลือกเปลี่ยนแปลงสถานะ User Mailbox เป็น Shared Mailbox จะมี Email แจ้งไปยังผู้รับผิดชอบที่กำหนดไว้ เพื่อแจ้งวิธีการเข้าถึง Shared Mailbox สามารถทำตามวิธีที่แจ้งเพื่อเข้าดูข้อมูล Email ได้เลย สำหรับ Shared Mailbox ย้ำอีกครั้งว่า ปัจจุบันสามารถเก็บไว้ได้ถาวร จนกว่าลูกค้าจะเลิกใช้งาน Microsoft 365 แต่การเข้าถึง Shared Mailbox จะต้องเข้าถึงจาก User Mailbox อีกทีหนึ่ง ไม่สามารถเข้าถึงได้โดยตรง _________________________________________________________________________________________________________________ Netway Communication ให้บริการด้าน Cloud และ IT พื้นฐานสำหรับธุรกิจ เป็นตัวแทนแบรนด์ไอทีชั้นนำมากมาย ทั้ง Microsoft, Office 365, Google Workspace, Zendesk, SSL เรามีเจ้าหน้าที่พร้อมดูแลคุณ 24 ชม. ติดต่อเราเพื่อสอบถามผลิตภัณฑ์ ขอราคา หรือปรึกษาเรื่องไอที ได้เลยค่ะLine : @netway (มี @ ด้านหน้า) หรือhttps://bit.ly/line-netwayFacebook : m.me/netway.offcialTel : 02-055-1095Email : support@netway.co.thWeb Chat : [[URL]]/ #ให้เราช่วยคุณเรื่องไอที #การสื่อสาร Netway #มีครบจบที่เดียว #Office365 #Microsoft #Netway Communication
S/MIME Mailbox Validation Strict (MVS) Certificate ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นบริการ เพื่อใช้ยืนยันตัวตนในการใช้งานผ่านระบบ Email ที่เข้าใจทั่วไปในชื่อ S/MIME Certificateซึ่งในคู่มือนี้จะเป็นวิธีการสำหรับให้ลูกค้าดำเนินการ หลังจากที่ทางเราสั่งซื้อให้เรียบร้อยแล้ว เพื่อสามารถนำไปใช้งานได้ด้วยตนเองได้เลยวิธีการ1. หลังจากที่ทางเราสั่งซื้อเรียบร้อยแล้ว จะมี Email เพื่อยืนยันตัวตนส่งไปที่ลูกค้า โดยจะมี 2 Email คือ 1.1. Email ยืนยันข้อมูล (ไม่มี Link ใดๆ ให้คลิก) 1.2. Email เพื่อยืนยันตัวตนให้ยืนยันตัวตน โดยคลิก Link ในรูป ในหัวข้อ Complete SMIM Mailbox Validation Strict (MVS) Certificate และดำเนินการตามขั้นตอนโดยตรวจสอบ Email ให้ถูกต้อง และนำ Verification Code ใช้ยืนยันตัวตนเมื่อดำเนินการเรียบร้อยแล้ว จะได้รับข้อความแจ้งกลับว่ายืนยันตัวตนเรียบร้อยแล้ว ดังรูป2. เมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนการยืนยันตัวตนแล้ว ระบบจะส่ง Email ให้อีกครั้งหนึ่ง โดยเป็นการดาวน์โหลด S/MIME Certificate โดย Email จะเป็นลักษณะตามภาพให้คลิก Link ตามขั้นตอนใน Email เพื่อเริ่มดำเนินการจากนั้นระบบจะถามเรื่องการ Generate CSR ให้เลือกหัวข้อ "Generate CSR Automatically" และเลือก Key Size (แนะนำขั้นต่ำที่ 2048 ตามมาตรฐาน) และกด Submitถัดมา จะเข้าสู่หน้าดาวน์โหลดไฟล์ S/MIME Certificate ให้เลือก Certificate format เป็น "PKCS#12" และใส่รหัสผ่าน (เป็นรหัสผ่านตั้งใหม่ สำหรับไฟล์ PKCS#12 ซึ่งมีนามสกุลไฟล์เป็น .p12 หรือ .pfx)เมื่อเสร็จสิ้นตามขั้นตอนแล้ว ระบบจะทำการ Download ไฟล์ให้อัตโนมัติ โดยมีทั้งหมด 3 ไฟล์ คือ1. ไฟล์ S/MIME Certificate (MVS) สังเกตุจากไฟล์เป็นนามสกุล .p12 หรือ .pfx2. ไฟล์ private key (แนะนำให้เก็บไฟล์นี้ไว้อย่างดี เนื่องจากหากต้องการไฟล์ .p12 ใหม่ สามารถใช้ไฟล์นี้ขอ S/MIME Certificate ใหม่ได้)3. ไฟล์ public keyเมื่อจบขั้นตอนจนได้รับไฟล์ .p12 หรือ .pfx สามารถนำไฟล์ดังกล่าวไปติดตั้งเพื่อใช้งานกับโปรแกรม Email ที่ต้องการได้ต่อไป3. เพิ่มเติม กรณีต้องการดาวน์โหลดไฟล์ใหม่หลังจากขั้นตอนทั้งหมดเสร็จสิ้นแล้ว ระบบจะส่ง Email มาให้อีก 1 ฉบับ ซึ่งเป็น Email ที่มี Link สำหรับการ Download S/MIME Certificate ได้ภายหลัง ตามรูปในขั้นตอนการดาวน์โหลด S/MIME Certificate ใหม่ หากต้องการเป็นไฟล์ PKCS#12 จะต้องมีไฟล์ Private Key ที่ได้จากขั้นตอนการดาวน์โหลดก่อนหน้านี้ด้วยเช่นกันโดยให้ใส่ข้อมูลให้ครบถ้วน1. Certificate Format: PKCS#122. Private Key file ที่ได้จากขั้นตอนการดาวน์โหลดขั้นตอนแรก3. รหัสผ่านสำหรับไฟล์ PKCS#12จากนั้นเลือก Download ก็จะได้เป็นไฟล์ .p12 หรือ .pfx อีกครั้งหนึ่งเช่นเดิมหากมีข้อสงสัย หรือติดปัญหาส่วนใด สามารถติดต่อมาทางเรา เพื่อให้การช่วยเหลือได้ต่อไป_________________________________________________________________________________ Netway Communication ผู้ให้บริการ SSL อันดับหนึ่งของประเทศไทย เป็นตัวแทนแบรนด์ไอทีชั้นนำมากมาย คุ้มกว่าซื้อตรงกับราคาขายของเจ้าของแบรนด์ และไม่เสียภาษีนำเข้า พร้อมบริการตลอด 24 ชม. ออกบิล VAT ได้ ติดต่อเราเพื่อสอบถามผลิตภัณฑ์ ขอราคา หรือปรึกษาเรื่องไอที ได้เลยค่ะ Line : @netway (มี @ ด้านหน้า) หรือ https://bit.ly/line-netwayFacebook : m.me/netway.offcialTel : 02-055-1095Email : support@netway.co.thWeb Chat : [[URL]]/ #ให้เราช่วยคุณเรื่องไอที #การสื่อสาร Netway #มีครบจบที่เดียว #SSL
Netway Combo - July 2024 ห้ามพลาด การอัพเดตข่าวสารจาก Google และ cPanel ข่าวสารเรื่องความปลอดภัยระบบเว็บไซต์ Google เข้มเรื่องความปลอดภัยของเว็บไซต์ กระทบ Entrust และ AffirmTrust SSL Certificate https://tinyurl.com/5932fkby Google Meet เพิ่มการแปลคำบรรยายเป็นภาษาต่างๆ มากขึ้นโดยอัตโนมัติ https://tinyurl.com/3dnau27j cPanel Update: การอัปเดตระบบปฏิบัติการ Extended Lifecycle Support OSes https://tinyurl.com/y8e6b9pv Why Continuous Monitoring is a Cybersecurity Must https://tinyurl.com/3aytn7tf สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม หรือคำติชมใดๆ สามารถติดต่อ Netway Communication ได้ 24 ชม. Tel: 02 055 1095 Email: support@netway.co.th Web chat: [[URL]]/ Facebook Messenger: @netway.official หรือ https://www.facebook.com/netway.official Add Line ID: @netway, https://bit.ly/line-netway #GoogleWorkspace #cPanel #Hosting #SSL
Why Continuous Monitoring is a Cybersecurity Must ทำไม Continuous Monitoring จึงเป็นสิ่งจำเป็นด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ Continuous monitoring เป็นกระบวนการและเทคโนโลยีที่ใช้ในการตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อกำหนดและปัญหาความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยทางไซเบอร์ เหมาะสำหรับองค์กรโดยเน้นใช้กับบระบบไอทีและเครือข่ายเพื่อตรวจจับภัยคุกคามความปลอดภัยในลักษณะอัตโนมัติ ปัจจุบันภัยคุกคามทางไซเบอร์มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และมาตรการรักษาความปลอดภัยแบบเดิมๆ ยังไม่เพียงพอ การเฝ้าระวังที่ดีคือการตรวจสอบจุดอ่อนอยู่ตลอดเวลาแบบอัตโนมัติ มันจะส่งสัญญานเตือนก่อนที่ผู้โจมตีจะเข้ามาโจมตีระบบ เพราะเหตุใด Continuous Monitoring จึงมีความสำคัญ มีสาเหตุหลายประการที่ต้องคอยเฝ้าระวังเครือข่ายของคุณ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากสำหรับธุรกิจทุกขนาด การละเมิดเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว การโจมตีทางไซเบอร์สามารถเกิดขึ้นได้ภายในไม่กี่วินาที ผู้ที่โจมตีใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ก่อนที่คุณจะรู้ตัว Continuous Monitoring ให้ข้อมูลเชิงลึกแบบเรียลไทม์ ช่วยให้คุณสามารถระบุและป้องกันต่อภัยคุกคามได้อย่างรวดเร็ว และลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ภัยคุกคามขั้นสูงจำเป็นต้องมีการป้องกันขั้นสูง แฮกเกอร์กำลังพัฒนาเทคนิคที่ซับซ้อนอย่างต่อเนื่อง บางส่วนสามารถเลี่ยงการป้องกันแบบดั้งเดิมได้ การตรวจสอบก็ต้องเจาะลึกยิ่งขึ้นเช่นเดียวกัน โดยจะวิเคราะห์การรับส่งข้อมูลเครือข่าย พฤติกรรมผู้ใช้ และการบันทึกของระบบ ตรวจสอบซอสโค้ด (source code) ที่แอบฝังตัวหรือซ่อนอยู่ภายในเครือข่ายของคุณ ข้อกำหนด/กฎระเบียบที่ควรปฏิบัติ กฎระเบียบทางอุตสาหกรรมและกฎหมายความเป็นส่วนตัวของข้อมูลหลายฉบับกำหนดให้องค์กรต้องมีการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง การไม่ปฏิบัติตามอาจส่งผลให้เกิดค่าปรับจำนวนมากและความเสียหายต่อชื่อเสียงองค์กร ความอุ่นใจและต้นทุนที่ลดลง Monitoring ใช้ในการเฝ้าระวังคอยตรวจสอบช่วยป้องกันการโจมตีจากช่องโหว่ที่มีความเสี่ยงสูง ลด Cost and Downtime นอกจากนี้ยังช่วยลดภาระงานให้กับทีมรักษาความปลอดภัยอีกด้วย ทำให้งานในแต่ละวันผ่านไปได้อย่างราบรื่น ทำให้พวกเขามุ่งเน้นงานด้านอื่นๆได้อย่างสะดวกมีเวลาคิดงานในเชิงกลยุทธ์ได้มากขึ้น ลักษณะการทำงานอย่างไร Continuous Monitoring การตรวจสอบไม่ใช่เครื่องมือเพียงอย่างเดียวที่ต้องใช้ แต่ยังมีแนวทางและองค์ประกอบอื่นๆ คือ - Log Management บันทึกความปลอดภัยจะถูกรวบรวมและวิเคราะห์สำหรับกิจกรรมที่น่าสงสัย ที่เก็บบันทึกมาจากไฟร์วอลล์ (firewalls) อุปกรณ์ และแอปพลิเคชัน - Security Information and Event Management (SIEM) ระบบ SIEM รวบรวมข้อมูลความปลอดภัย สามารถเข้าถึงแหล่งต่างๆ รวบรวมข้อมูลให้เห็นมุมมองของการรักษาความปลอดภัยของคุณและระบุภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น - Vulnerability Scanning การสแกนเป็นประจำจะระบุจุดอ่อนหรือจุดเสี่ยงในระบบและแอปพลิเคชันของคุณ วิธีนี้ช่วยให้คุณสามารถแก้ไขปัญหาก่อนที่ผู้โจมตีจะเข้ามาโจมตีระบบ - User Activity Monitoring การตรวจสอบพฤติกรรมผู้ใช้สามารถระบุกิจกรรมที่น่าสงสัยได้ ตัวอย่างเช่น ความพยายามในการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือการขโมยข้อมูล - Network Traffic Analysis การวิเคราะห์การรับส่งข้อมูลเครือข่าย การตรวจสอบการรับส่งข้อมูลเครือข่าย สามารถเปิดเผยความเสี่ยงหลายประการ เช่น มัลแวร์ (Malware) รูปแบบการสื่อสารที่น่าสงสัย พยายามที่จะโจมตีระบบการป้องกันเครือข่ายของคุณ ประโยชน์ที่เหนือกว่าการตรวจจับภัยคุกคาม Continuous Monitoring การตรวจสอบอย่างต่อเนื่องมีข้อดีไม่ใช่แค่การแจ้งผลภัยคุกคาม ยังมีสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมดังต่อไปนี้ ปรับปรุงความแม่นยำในการตรวจจับภัยคุกคาม Continuous monitoring จะช่วยลดการประมวลผลลวงที่ไม่ถูกต้องโดยการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาล ช่วยให้ทีมรักษาความปลอดภัยมุ่งเน้นไปที่ภัยคุกคามที่แท้จริงได้ การตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่รวดเร็วยิ่งขึ้น การแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ ช่วยให้สามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยได้เร็วขึ้น และลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ มาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูง ช่วยในการระบุช่องโหว่ ช่วยให้คุณจัดอันดับความเสี่ยงในการแพตช์โปรแกรม (Patch) และการแก้ไข สิ่งนี้จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับมาตรการรักษาความปลอดภัยของคุณ การรายงานการปฏิบัติตามข้อกำหนด สามารถสร้างรายงานได้ สิ่งนี้ช่วยให้มีหลักฐานการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องได้ นอกจากนี้ยังช่วยประหยัดเวลาและทรัพยากรในระหว่างการตรวจสอบอีกด้วย เน็ตเวย์ คอมมูนิเคชั่น มีบริการสำหรับดูแลเครื่องเซิร์ฟเวอร์ (Server) โดยใช้เครื่องมือสแกนความปลอดภัยตามมาตรฐาน ITIL Service Management และ Report พร้อมกับระบบ Monitoring ที่มีคุณภาพด้วยบริการ Managed Server Services อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมคลิก Managed Server Services สามารถติดต่อสอบถามจากเจ้าหน้าที่ของ Netway Communication ได้ตลอด 24 ชม. Email: support@netway.co.th Line ID: @netwayTel: 02 055 1095 อ้างอิง: thetechnologypress