สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน วันนี้เรามีข่าวอัปเดตสำคัญสำหรับองค์กรและผู้ใช้งานระบบประชุมทางไกลจาก Google Workspace มาฝากกันครับ หลังจากที่เปิดให้ทดลองใช้งานแบบ Preview กันมาสักระยะ ล่าสุด Google ได้ประกาศให้ฟีเจอร์ การทำงานร่วมกันระหว่างอุปกรณ์ (Device Interoperability) ระหว่าง Google Meet และ Microsoft Teams เข้าสู่สถานะ Generally Available (GA) หรือเปิดใช้งานจริงสำหรับทุกคนแล้ว!ปัญหาการเข้าประชุมข้ามแพลตฟอร์มที่เคยยุ่งยากและต้องคอยพะวงว่าห้องประชุมนี้ใช้ระบบของค่ายไหน จะหมดไปตั้งแต่วันนี้ไฮไลต์ความสามารถใหม่ที่คุณจะได้ใช้งานอัปเดตครั้งนี้ทำให้ข้อจำกัดเรื่องอุปกรณ์ประชุมในห้องประชุม (Meeting Room) หมดไป โดยมีความสามารถหลักๆ ดังนี้ครับ:Google Meet Hardware เข้าร่วมประชุม Microsoft Teams ได้: อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ของ Google Meet ที่ทำงานบนระบบ Android (AOSP) สามารถกดเข้าร่วมการประชุมบน Microsoft Teams ได้โดยตรงMicrosoft Teams Rooms เข้าร่วมประชุม Google Meet ได้: ในทางกลับกัน อุปกรณ์ฝั่ง Microsoft Teams Rooms บน Android (AOSP) ก็สามารถกดเข้าร่วมการประชุมบน Google Meet ได้เช่นกันช่วยให้องค์กรที่จำเป็นต้องติดต่อสื่อสารกับพาร์ทเนอร์หรือลูกค้าที่มีการสลับใช้โปรแกรมประชุมทั้งสองค่าย สามารถใช้งานห้องประชุมเดิมร่วมกันได้อย่างราบรื่น โดยไม่ต้องกังวลเรื่องลิงก์เชิญประชุมหรือหน้าจอฮาร์ดแวร์ที่ไม่รองรับอีกต่อไปการเริ่มต้นใช้งาน (Getting Started)สำหรับผู้ดูแลระบบ (Admins): สามารถเข้าไปศึกษาคู่มือเพิ่มเติมได้ที่ Google Help Center เพื่อตั้งค่าอนุญาตให้อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ของ Meet สามารถเชื่อมต่อกับบริการประชุมภายนอกได้สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป (End users): สามารถใช้งานและเข้าร่วมการประชุมบน Teams ผ่านอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ Meet ได้ทันทีตามขั้นตอนมาตรฐานอัปเดตนี้เริ่มทยอยปล่อยให้ลูกค้า Google Workspace ทุกท่านแล้ว (Full Rollout ใช้เวลาประมาณ 1-3 วันนับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2026 เป็นต้นมา) ใครใช้งานฮาร์ดแวร์เหล่านี้อยู่ อย่าลืมลองทดสอบความสะดวกสบายใหม่นี้กันดูนะครับ!Google Workspace Updatesติดต่อเรา
ไมโครซอฟท์ (Microsoft) ได้ประกาศยกระดับ Microsoft Copilot ครั้งใหญ่ เพื่อตอบโจทย์รูปแบบการทำงานแห่งอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยมุ่งเชื่อมโยงเครื่องมือที่ทุกคนคุ้นเคยเข้ากับความสามารถระดับถัดไป ช่วยให้ทั้งบุคคลและองค์กรสามารถสร้าง ปรับแต่ง และขยายขีดความสามารถด้าน AI ได้อย่างไร้รอยต่อโดยหัวใจสำคัญของการอัปเดตครั้งนี้ประกอบด้วย 3 ฟีเจอร์หลัก ได้แก่ Home, Code และ Autopilot1. Home: จุดเริ่มต้นใหม่รวมทุกการทำงานไว้ในที่เดียวหน้าตาแอปพลิเคชัน Copilot โฉมใหม่ถูกออกแบบให้ Home เป็นจุดศูนย์กลางที่ผสานระหว่าง Chat และ Cowork เข้าด้วยกันอย่างลงตัว:Chat: สำหรับการพูดคุยโต้ตอบอย่างรวดเร็ว ตอบคำถาม ค้นหาข้อมูล หรือช่วยร่างเอกสารCowork: สำหรับงานที่ต้องมอบหมายให้ AI ทำแบบจบในขั้นตอนเดียว (End-to-End) ตั้งแต่การเขียนตอบข้อเสนอโครงการ (RFP), ชุดข้อมูลเปิดตัวสินค้า, ไปจนถึงสรุปปิดบัญชีการเงินOffice in Copilot: ดึงพลังเต็มรูปแบบของ Word, Excel และ PowerPoint เข้ามาอยู่ใน Copilot โดยตรง ผู้ใช้สามารถสั่งสร้างหรือแก้ไขเอกสารจริงแบบเรียลไทม์ ทำงานร่วมกับทีมได้ทันทีโดยไม่ต้องสลับแอปไปมา2. Code: ขยายขีดความสามารถในการสร้างเครื่องมือให้ทุกคนไม่ใช่แค่นักพัฒนาซอฟต์แวร์เท่านั้นที่จะสร้างโซลูชันได้อีกต่อไป ด้วยฟีเจอร์ Code (ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีเดียวกับ GitHub Copilot) ช่วยให้ทุกคนสามารถสร้างแอปขนาดเล็ก ตัวติดตามงาน (Tracker) แดชบอร์ด หรือระบบอัตโนมัติได้ง่ายๆ เพียงแค่อธิบายด้วย ภาษาธรรมชาติ (Natural Language)ทำงานในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย (Sandbox) และโฮสต์ภายในโครงสร้างพื้นฐานขององค์กร (Microsoft Copilot Managed Runtime)ช่วยให้การสร้างเครื่องมือเฉพาะกิจเพื่อใช้ในทีมกลายเป็นเรื่องง่ายเหมือนกับการเขียนบันทึกข้อความ3. Autopilot: เพื่อนร่วมงานดิจิทัลที่ทำงานแทนคุณตลอด 24 ชั่วโมงเปลี่ยน AI จากผู้ช่วยที่รอคำสั่ง ให้กลายเป็นผู้ช่วยเชิงรุก (Proactive Agent) ที่มีชื่อ บทบาท และเป้าหมายของตัวเอง:Autopilot (เดิมเรียกว่า Scout) สามารถเฝ้าดูช่องทางสนทนา ติดตามงาน คอยประสานงาน และจัดการกระบวนการที่ซับซ้อน เช่น การจัดการกระบวนการประเมินซัพพลายเออร์ ตั้งแต่จัดตาราง นัดหมาย ไปจนถึงตามงานจากผู้เกี่ยวข้องทำงานบนคลาวด์แม้ในเวลาที่คุณไม่ได้เปิดเครื่อง พร้อมระบบความปลอดภัยและการให้สิทธิ์เข้าถึงตามมาตรฐานองค์กรการขยายบริบททางธุรกิจและระบบจัดการต้นทุน (FinOps for AI)Fabric IQ & Dynamics 365: เชื่อมโยงข้อมูลเชิงลึกจาก Power BI, Dynamics 365 และ Power Platform เข้ากับ Copilot ทำให้ AI มีบริบทข้อมูลขององค์กรที่แม่นยำและอัปเดตแบบเรียลไทม์FinOps for AI: ระบบบริหารจัดการงบประมาณค่าใช้จ่ายด้าน AI ให้องค์กรสามารถควบคุมต้นทุน ตรวจสอบการใช้งาน และเลือกโมเดลที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับการทำงานแต่ละประเภทได้อย่างโปร่งใสการอัปเดตชุดนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่เปลี่ยน Copilot จากเครื่องมือช่วยตอบคำถามธรรมดา ให้กลายเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วย "ถาม สั่งการ สร้าง และอัตโนมัติ" งานทุกรูปแบบได้อย่างแท้จริง โดยจะเริ่มทยอยปล่อยให้ใช้งานผ่านโครงการ Frontier ในช่วงสัปดาห์นี้เป็นต้นไปReference: Official Microsoft Blogติดต่อเรา
หากคุณเป็นคนที่ชอบพิมพ์งานแบบโล่งๆ ไม่มีข้อความสีเทาโผล่ขึ้นมาคอยกวนใจระหว่างพิมพ์ บทความนี้มีข่าวดีมาฝากค่ะ! เมื่อเร็วๆ นี้ ทาง Microsoft ได้ประกาศอัปเดตการตั้งค่าครั้งสำคัญสำหรับแอปพลิเคชันตระกูล Microsoft 365 อย่าง Word และ Outlook โดยปรับให้ฟีเจอร์ Text Predictions (การคาดเดาข้อความขณะพิมพ์) ถูก "ปิดการใช้งานไว้เป็นค่าเริ่มต้น (Off by default)" เพื่อมอบอิสระและความยืดหยุ่นในการเขียนให้กับผู้ใช้งานมากยิ่งขึ้นบทความนี้จะพาทุกคนมาสรุปประเด็นสำคัญว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีอะไรบ้าง และส่งผลอย่างไรกับพวกเราค่ะ🔍 สรุปประเด็นสำคัญของการอัปเดตเปลี่ยนค่าเริ่มต้น (Default State):ฟีเจอร์ Text Predictions จะยังคงมีอยู่และใช้งานได้ปกติ แต่จะ ไม่ถูกเปิดใช้งานโดยอัตโนมัติ อีกต่อไปเมื่อคุณติดตั้งหรือใช้งานครั้งแรกมีผลกับโปรแกรมเหล่านี้:Microsoft Word: สำหรับ Windows, เว็บ (Web), Android และ iOSClassic Outlook: สำหรับ Windows และ Outlook for Macเหตุผลเบื้องหลังการเปลี่ยนแปลง:Microsoft รับฟังเสียงสะท้อนจากผู้ใช้งาน พบว่าแม้ฟีเจอร์คาดเดาคำจะช่วยประหยัดเวลาและเพิ่มความเร็วในการพิมพ์สำหรับบางคน แต่ผู้ใช้งานอีกจำนวนมากก็ชื่นชอบความรู้สึกอิสระในการเขียนแบบดั้งเดิม โดยไม่มีตัวอักษรคาดเดาเด้งขึ้นมาขัดจังหวะความคิดการเปลี่ยนแปลงนี้จึงมุ่งเน้นไปที่การสร้างประสบการณ์ใช้งานที่เป็นกลาง ให้ผู้ใช้เลือกเปิดใช้งานเฉพาะฟีเจอร์ที่ตนเองต้องการจริงๆ ได้อย่างอิสระยังเปิดใช้งานเองได้ง่ายๆ (Opt-in):สำหรับใครที่ชื่นชอบความสะดวกสบายของ Text Predictions คุณยังสามารถเปิดใช้งานฟีเจอร์นี้ได้ตลอดเวลาผ่านเมนู Settings (การตั้งค่า) ของแอปพลิเคชันนั้นๆ โดยเข้าไปติ๊กเลือกเปิดใช้งานฟีเจอร์คาดเดาข้อความได้ตามต้องการ💻 การรองรับและช่วงเวลาการปล่อยอัปเดตการเปลี่ยนแปลงนี้กำลังทยอยปล่อยให้กับกลุ่มผู้ใช้งานผ่านช่องทางต่างๆ ตามเวอร์ชันขั้นต่ำดังนี้:Word สำหรับ Windows: เวอร์ชัน 2609 (Build 20430.20000) หรือใหม่กว่าClassic Outlook สำหรับ Windows: เวอร์ชัน 2608 (Build 20329.20000) หรือใหม่กว่าOutlook สำหรับ Mac: เวอร์ชัน 16.113 (26080119) หรือใหม่กว่าWord สำหรับ Android: Build 16.0.20326.20000 หรือใหม่กว่าWord สำหรับ iOS: เวอร์ชัน 2.112 (Build 26080127) หรือใหม่กว่า💡 ความเห็นทิ้งท้ายสำหรับชาวบล็อกการปรับตัวครั้งนี้ของ Microsoft สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจในความแตกต่างของสไตล์การทำงานของผู้ใช้แต่ละคนค่ะ บางคนรักความรวดเร็วจาก AI และระบบแนะนำคำ แต่บางคนก็ต้องการสมาธิและกระบวนการคิดที่ลื่นไหลโดยไม่มีตัวช่วยคาดเดาแล้วคุณล่ะคะ? ชอบให้มีระบบคาดเดาคำโผล่ขึ้นมาช่วยพิมพ์ หรือชอบพิมพ์เองแบบสดๆ 100% มากกว่ากัน ติดต่อเรา
เตรียมองค์กรให้พร้อมสำหรับ SSL/TLS Certificate อายุ 47 วัน 1 ตุลาคม 2026 – Netway Communication เปิดให้บริการ SSL/TLS Automation Management ผ่าน SSL.IN.TH อย่างเป็นทางการเพื่อช่วยให้องค์กรเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของวงการ SSL/TLS เมื่ออายุสูงสุดของ Public SSL/TLS Certificateกำลังลดลงอย่างต่อเนื่องจนถึงระยะเวลา 47 วันในปี 2029จากเดิมที่องค์กรคุ้นเคยกับการจัดการ Certificate ประมาณปีละครั้งกำลังเปลี่ยนไปสู่การต่ออายุและติดตั้ง Certificate หลายครั้งต่อปี 🚀SSL/TLS Certificate กำลังสั้นลง 📌เมื่อ Certificate มีอายุสั้นลง การบริหารจัดการด้วยวิธี Manual จะเกิดขึ้นบ่อยขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะองค์กรที่มีหลาย Domain หลาย Server หรือ Certificate จำนวนมาก 🚀Netway จึงเปิดตัว SSL/TLS Automation Management เพื่อช่วยให้ลูกค้าเริ่มเปลี่ยนจากการจัดการ Certificate แบบ Manual ไปสู่ Automation ก่อนที่ 47-Day Certificate จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ ✨SSL/TLS Automation Management จาก Netway ติดต่อรับสิทธิ์ทันที บริการนี้ออกแบบมาเพื่อช่วยลดขั้นตอน Manual ใน Certificate Lifecycle ตั้งแต่ Issue → Validate → Install → Renew🤖โดยใช้ Automation และ ACME Protocol ช่วยให้ระบบที่รองรับสามารถดำเนินการเกี่ยวกับ Certificate ได้โดยอัตโนมัติมากขึ้น 🎯เป้าหมายไม่ใช่เพียงทำให้การต่ออายุ SSL ง่ายขึ้น แต่คือการช่วยให้องค์กรมีแนวทางบริหาร Certificate ที่รองรับ Lifecycle ที่สั้นลงในอนาคตอ้างอิงบทความ ACME คืออะไร และสำคัญอย่างไร 📝ลดงาน Manual ลดภาระในการติดตาม ติดตั้ง และต่ออายุ Certificate ด้วยคนในแต่ละรอบ 🔐ลดความเสี่ยง Certificate หมดอายุ เมื่อ Certificate ต้อง Renew บ่อยขึ้น การพึ่ง Calendar, Email Reminder หรือการติดตามด้วยคนเพียงอย่างเดียวมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 🚀พร้อมรองรับ 47-Day Certificate 📅เริ่มวาง Automation ตั้งแต่วันนี้ เพื่อไม่ต้องรอปรับระบบเมื่อ Certificate มีอายุสั้นลงเหลือ 100 วัน และ 47 วันในอนาคต ไม่ใช่แค่ Automation Platform แต่มีทีม Netway ช่วยให้ใช้งานได้จริงการมี Automation Tool ไม่ได้หมายความว่า Certificate จะสามารถทำ Automation ได้ทันที 💡 แต่ละองค์กรมี Infrastructure แตกต่างกัน ทั้ง Web Server, Operating System, Network, Domain และวิธีการติดตั้ง Certificate นี่คือส่วนที่ Netway ต้องการเข้ามาช่วย บริการ SSL/TLS Automation Management จึงมาพร้อมการช่วยเหลือจากทีม Netway ในการเริ่มต้นใช้งาน รวมถึง Remote Setup เพื่อช่วยนำ Automation ไปใช้กับระบบของลูกค้า ✨ลูกค้าไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยโครงการขนาดใหญ่ สามารถเริ่มจาก 1 Server / 1 Certificate เพื่อพิสูจน์การทำงานก่อน แล้วจึงขยาย Automation ไปยังระบบอื่นเมื่อพร้อม 🚀ฉลองเปิดตัวบริการใหม่SSL/TLS Automation Starter ลด 50%เนื่องในโอกาสเปิดให้บริการ SSL/TLS Automation Management อย่างเป็นทางการตั้งแต่ 1 ตุลาคม ถึง 30 พฤศจิกายน 2026ลูกค้าที่ซื้อ SSL Certificate กับ SSL.IN.TH รับสิทธิ์ได้ทันที ติดต่อรับสิทธิ์ทันที 🎉Automation Starter ลด 50% Certificate ใบแรกจากปกติ 2,500 บาท/เครื่อง/ปี💥เหลือเพียง 1,250 บาท/เครื่อง/ปีไม่มีขั้นต่ำในการซื้อ SSL ✅ ซื้อ SSL เพียง 1 Certificate ก็สามารถรับสิทธิ์และเริ่มต้นใช้ Automation ได้ 🎁ลูกค้า SSL.IN.TH เดิม รับสิทธิ์ได้เช่นกัน หากปัจจุบันมี SSL Certificate ที่ซื้อกับ SSL.IN.TH อยู่แล้ว สามารถรับโปรโมชั่นได้ทันที👤 ลูกค้าเดิมสามารถสมัคร SSL/TLS Automation Starter และรับส่วนลด 50% สำหรับปีแรกได้เช่นกัน 💡 เพื่อนำ Certificate ที่ใช้งานอยู่มาเริ่มต้นทดสอบและเปลี่ยนกระบวนการจัดการจาก Manual ไปสู่ Automation ได้ตั้งแต่วันนี้ ติดต่อรับสิทธิ์ทันที ทำไม Netway ถึงเปิดบริการนี้ตอนนี้?เพราะการเปลี่ยนแปลงของ SSL/TLS Certificate Lifecycle เริ่มขึ้นแล้ว 200 วัน → 100 วัน → 47 วัน เมื่อ Certificate อายุสั้นลง จำนวนครั้งที่ต้อง Issue, Validate, Install และ Renew จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย การรอจน Certificate เหลือ 47 วัน แล้วจึงเริ่มวาง Automation อาจหมายถึงการต้องเปลี่ยนกระบวนการในช่วงที่ภาระในการจัดการ Certificate เพิ่มขึ้นแล้ว Netway จึงเลือกเปิดบริการนี้ ตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้ลูกค้ามีเวลาเริ่มจากระบบเล็ก ๆ เพื่อทดสอบ Automation กับ Infrastructure จริง และค่อย ๆ ขยายไปยัง Certificate อื่นภายในองค์กร 🚀เตรียมพร้อมสู่ 47-Day SSL/TLS Certificate กับ Netway ให้บริการอย่างเป็นทางการ 1 ตุลาคม 2026📌 สอบถามรายละเอียดและตรวจสอบความพร้อมของระบบสำหรับ SSL/TLS Automation SSL.IN.TH by Netway Communication โทร. 02-055-1095 เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด
บอกลาข้อมูลแยกส่วน! รวมศูนย์ไฟล์ทุกสาขาให้เป็นหนึ่งเดียวด้วย Netway Cloud Storage File Sharingเมื่อธุรกิจเติบโตและขยายสาขา ปัญหาคลาสสิกที่ทุกองค์กรมักต้องเผชิญคือ "ความกระจัดกระจายของข้อมูล" พนักงานสาขาเชียงใหม่เก็บไฟล์ไว้ที่เครื่องตัวเอง สาขาภูเก็ตเซฟลง NAS ประจำสาขา ส่วนสำนักงานใหญ่ที่กรุงเทพฯ ต้องคอยทวงถามรายงานผ่านทางอีเมลหรือแชทกลุ่ม ผลที่ตามมาคือ ข้อมูลอัปเดตไม่พร้อมกัน เวอร์ชั่นไฟล์สับสน และที่ร้ายแรงที่สุดคือความเสี่ยงที่ข้อมูลสำคัญอาจสูญหายหรือรั่วไหลการปล่อยให้เกิดไซโลข้อมูล (Data Silos) ไม่เพียงแต่ทำให้การทำงานล่าช้า แต่ยังเป็นการเพิ่มต้นทุนในการจัดการโครงสร้างพื้นฐานไอทีของแต่ละสาขาโดยไม่จำเป็นถึงเวลาเปลี่ยนวิธีการจัดการข้อมูลขององค์กรคุณด้วย Netway Cloud Storage (Powered by Nextcloud) โซลูชัน Enterprise File Sync and Share ที่จะช่วยเชื่อมโยงทุกสาขาให้ทำงานอยู่บนมาตรฐานเดียวกันอย่างปลอดภัยทำงานผ่าน Desktop Client ซิงก์ข้อมูลออโต้ ไม่ต้องพึ่ง NAS ประจำสาขาแทนที่จะต้องลงทุนซื้อและบำรุงรักษา NAS ให้กับทุกสาขา พนักงานสามารถทำงานได้ตามปกติผ่านโฟลเดอร์บนเครื่องคอมพิวเตอร์ (PC/Mac) ของตนเอง ด้วยการติดตั้ง Nextcloud Desktop Client ระบบจะทำหน้าที่ซิงก์ไฟล์ขึ้นสู่ Cloud Storage ส่วนกลางแบบเบื้องหลัง (Background Sync) ทันทีที่มีการบันทึกหรือแก้ไขข้อดีคือ ผู้บริหารที่สำนักงานใหญ่สามารถเข้าถึงไฟล์รายงานหรือข้อมูลล่าสุดจากทุกสาขาได้แบบ Real-time ข้อมูลทุกอย่างอยู่ในที่เดียวกัน ไม่ต้องรอสรุปยอดตอนสิ้นวันอีกต่อไปจัดการสิทธิ์เบ็ดเสร็จจากส่วนกลาง ปลอดภัย หมดห่วงเรื่องไฟล์หลุดข้อมูลที่กระจายอยู่ตามสาขามักยากต่อการควบคุมสิทธิ์การเข้าถึง (Access Control) แต่เมื่อรวมศูนย์ข้อมูลไว้ที่ Netway Cloud Storage File Sharing ฝ่ายไอทีส่วนกลางสามารถกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลได้อย่างละเอียดและเด็ดขาด แบ่งตามแผนก/สาขา: โฟลเดอร์ฝ่ายขายสาขา A จะมองไม่เห็นข้อมูลของสาขา B กำหนดสิทธิ์รายบุคคล: ใครมีสิทธิ์แค่ดู (View) ใครมีสิทธิ์แก้ไข (Edit) หรือแชร์ไฟล์ต่อได้ ที่สำคัญ หากมีพนักงานลาออก ฝ่ายไอทีสามารถตัดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลของพนักงานคนนั้นได้ทันที ป้องกันความเสี่ยงข้อมูลรั่วไหลได้อย่างมีประสิทธิภาพลดความซับซ้อนในการรวบรวมข้อมูลด้วย Nextcloud Formsเบื่อไหมกับการที่ต้องให้สาขากรอกข้อมูลลง Excel แล้วส่งกลับมาให้ส่วนกลางรวบรวม? Netway Cloud Storage มาพร้อมกับเครื่องมือเสริมอย่าง Nextcloud Forms ที่ช่วยให้สำนักงานใหญ่สามารถสร้างแบบฟอร์มออนไลน์ (เช่น ฟอร์มเช็กสต็อกรายวัน, ฟอร์มรายงานปัญหาหน้างาน) ส่งให้พนักงานแต่ละสาขากรอกผ่านสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตได้เลยข้อมูลทั้งหมดจะถูกจัดเก็บและจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบลงในโฟลเดอร์ส่วนกลาง พร้อมให้คุณนำข้อมูลไปประมวลผลต่อได้ทันที ลดขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อนและลดความผิดพลาดจากมนุษย์ (Human Error)อุ่นใจขั้นสุดด้วยระบบสำรองข้อมูลระดับ Enterpriseความท้าทายของการเก็บข้อมูลไว้ที่สาขาคือ "เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน ใครจะรับผิดชอบ?" ไม่ว่าจะเป็นฮาร์ดดิสก์พัง ไฟดับ หรือโดนโจมตีด้วย Ransomwareเมื่อคุณย้ายข้อมูลมาเก็บบน Netway Cloud Storage ข้อมูลของคุณจะถูกปกป้องด้วยมาตรฐาน Data Center ระดับสูง พร้อมระบบสำรองข้อมูล (Backup) ที่ออกแบบรอบการเก็บรักษาอย่างรัดกุม (เช่น รายวัน รายสัปดาห์) มั่นใจได้ว่าไม่ว่าไฟล์จะเผลอถูกลบ หรือโดนไวรัสเล่นงาน องค์กรก็สามารถกู้คืนไฟล์สำคัญเวอร์ชั่นก่อนหน้ากลับมาดำเนินธุรกิจต่อได้เสมอสรุป: การจัดการไฟล์สำหรับองค์กรที่มีหลายสาขา ไม่ควรเป็นเรื่องยุ่งยากที่ต้องคอยตามแก้ปัญหาเฉพาะหน้า Netway Cloud Storage มอบแพลตฟอร์มที่รวมทั้งความสะดวกในการทำงานร่วมกัน การควบคุมความปลอดภัยที่เข้มงวด และความมั่นคงของข้อมูลระดับองค์กร ไว้ในที่เดียวพร้อมยกระดับการจัดการข้อมูลขององค์กรคุณแล้วหรือยัง? ปรึกษาทีมผู้เชี่ยวชาญจาก Netway Communication เพื่อออกแบบโซลูชัน Cloud File Sharing ที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณได้ตั้งแต่วันนี้ ติดต่อเราLine : @netway (มี @ ด้านหน้า) หรือ https://bit.ly/line-netwayFacebook : m.me/netway.offcialTel : 02-055-1095Email : support@netway.co.thWeb Chat : [[URL]]/