SharePoint และ OneDriveเป็นหนึ่งในฟีเจอร์ที่ใช้สำหรับการจัดเก็บข้อมูลสำหรับบริการ Microsoft 365 เป็นหลัก โดยแบ่งเป็น 2 ส่วนให้ผู้ใช้งานได้ใช้งานได้โดยเริ่มต้น โดยความแตกต่าง จะถูกแบ่งได้ ดังนี้ ทำความเข้าใจกับบริการ OneDriveOneDrive เป็นพื้นที่สำหรับการเก็บข้อมูล แบบส่วนบุคคล เพราะโดยเริ่มต้นหากมีการสร้างผู้ใช้งานขึ้นและใช้งาน License ที่รองรับ เช่น Microsoft 365 Business Basic, Standard หรือ Plan อื่นๆ ที่มี Service OneDrive, ผู้ใช้งานนั้นๆ จะได้รับพื้นที่สำหรับการเก็บข้อมูลส่วนนี้ โดยเริ่มต้นที่ 1TB. และสามารถขยายได้สูงสุดถึง 5TB. หาก License ของท่านรองรับสำหรับ OneDrive เป็นพื้นที่ที่ผูกติดกับผู้ใช้งาน นั่นหมายถึง หากมีการลบผู้ใช้งานเกิดขึ้น ข้อมูลที่อยู่ใน OneDrive ของผู้ใช้งานรายนี้จะถูกลบตามไปด้วยนั่นเองดังนั้น หากเจ้าของ OneDrive มีการแชร์ไฟล์ หรือ โฟลเดอร์ ไปให้ผู้ใช้งานอื่นๆ ในการใช้งาน เมื่อผู้ใช้งานดังกล่าวถูกลบออกจากระบบ หรือ ถูกนำ License ออก เมื่อครบกำหนดระยะเวลา ข้อมูลก็จะถูกลบ และไม่สามารถเข้าใช้งานได้อีกต่อไป ทำความเข้าใจกับบริการ SharePointSharePoint เป็นฟีเจอร์การทำงานร่วมกันภายในองค์กรที่มีทั้ง SharePoint Page SharePoint Document SharePoint Listโดยทั้งหมดจะเรียกการใช้งานคือส่วนหนึ่งของ SharePoint Siteการใช้งาน SharePoint ในกรณีที่เปรียบเทียบกับ OneDrive คือการใช้งานด้านการเก็บข้อมูล ซึ่งในกรณีนี้ คือ SharePoint Document นั่นเองสำหรับ SharePoint จะไม่มีการยึดติด หรือเกี่ยวโยงกับผู้ใช้งานตั้งแต่ต้น เพราะ SharePoint Site จะถูกสร้างขึ้นก็ต่อเมื่อมีการสร้าง Microsoft 365 Group, การสร้างโดยตรงจากฝั่งผู้ใช้งาน หรือจากฝั่งผู้ดูแลระบบ (SharePoint Admin Center)การกำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึง ก็จะถูกแบ่งแยกกันออกไปตามแต่ละช่องทางการสร้าง เช่น- หากท่านสร้างจากฝั่งผู้ใช้งาน เช่น จากหน้า Outlook Web App, Microsoft Teams หรือ Planner ผู้สร้างจะเป็น Owner อัตโนมัติ- หากสร้างจากฝั่งผู้ดูแลระบบ เช่น สร้าง Microsoft 365 Group หรือสร้างจาก SharePoint Admin Center ผู้สร้างจะกำหนด Owner และ Member ได้ต่างหากสำหรับพื้นที่ของ SharePoint จะเริ่มต้นที่ 1TB. สำหรับองค์กร และเพิ่มทุกๆ 10GB. ต่อ 1 License ที่มี SharePointยกตัวอย่างเช่น หากท่านสั่งซื้อ Microsoft 365 Business Basic จำนวน 50 Licenses พื้นที่ SharePoint ที่จะได้รับ คือ 1024 x (50x10) = 1524 GB. หรือประมาณ 1.5TB.และพื้นที่ดังกล่าว จะเป็นแบบส่วนรวม เพื่อมีผลต่อ SharePoint ทุกๆ Site ที่ถูกสร้างขึ้น ซึ่งท่านสามารถกำหนดพื้นที่ของแต่ละ Site ได้เช่นกัน (จากฝั่งผู้ดูแลระบบ)เราควรจะใช้งาน OneDrive หรือ SharePoint แบบไหนดีกว่ากัน?เราสามารถนิยามเบื้องต้น ตามการสร้างบริการตั้งแต่ใช้งาน นั่นหมายถึง หาก OneDrive ถูกสร้างขึ้นมาตามผู้ใช้งาน และถูกลบเมื่อผู้ใช้งานถูกลบ ในขณะเดียวกัน SharePoint ไม่ยุ่งเกี่ยวกับผู้ใช้งานใดๆ ทั้งสิ้นทางเราก็มักจะแนะนำลูกค้าให้ใช้งาน OneDrive สำหรับการใช้งานส่วนตัวเป็นหลัก แชร์ให้ผู้ใช้งานอื่นๆ เป็นครั้งคราว ยกตัวอย่างเช่น รูปภาพส่วนตัว ไฟล์งานส่วนตัว หรือไฟล์งานที่ทำงานโดยส่วนตัวเป็นหลักและแชร์ให้ผู้อื่นเป็นครั้งคราว เพื่อเข้ามาช่วยทำงานเนื่องจาก เจ้าของพื้นที่เป็นผู้ใช้งานเป็นหลัก ทำให้สิทธิ์ในการใช้งานสูงสุดอยู่กับเจ้าของ OneDrive นั้นๆ และมักจะเกิดผลกระทบต่อการใช้งาน เมื่อผู้ใช้งานมีการเปลี่ยนแปลง หรือมีการลบบัญชีดังกล่าวและสำหรับ SharePoint จะแนะนำให้ใช้งานในด้านเอกสาร และการทำงานร่วมกันในระดับของทีมเป็นหลัก ยกตัวอย่าง การเก็บไฟล์เอกสาร และทำงานร่วมกันสำหรับแผนกบัญชี ทีมฝ่ายขาย หรือเป็นลักษณะของงานแบบ Project เนื่องจาก ผู้ใช้งานมักมีการปรับเปลี่ยนเสมอ มีคนเข้าใหม่ และมีคนลาออก รวมถึงการกำหนดสิทธิ์การลบถาวรของไฟล์ที่สามารถทำได้แค่เพียงเฉพาะ Owner ของ Site เท่านั้นก็จะช่วยลดความเสี่ยงที่ข้อมูลจะถูกลบถาวรไปได้ด้วยเช่นกัน
วางรากฐานดิจิทัลให้ธุรกิจโตอย่างมั่นใจ ตอนที่ 4: เครื่องมือพื้นฐานที่ช่วยให้องค์กรพร้อมเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างมั่นคง เมื่อธุรกิจเริ่มมีตัวตนบนออนไลน์จากเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือ มีระบบความปลอดภัย และเริ่มจัดการข้อมูลอย่างเป็นระบบแล้ว สิ่งที่ตามมาคือ “โอกาส” ที่จะนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล ในยุคดิจิทัลนั้น การเปลี่ยนแปลงพัฒนาเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว หากธุรกิจเราเดินตามได้ทัน โอกาสสร้างรายได้และรักษาฐานลูกค้าจะยังอยู่กับเรา การมีระบบพื้นฐานที่ดี เช่น Hosting ที่เสถียร หรือเว็บไซต์ที่ปลอดภัยคือสิ่งที่ทำให้การนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้งานง่ายขึ้น เช่น: การเชื่อมต่อกับระบบวิเคราะห์ข้อมูล การใช้ระบบช่วยตอบคำถามอัตโนมัติ การจัดการเนื้อหาด้วยเครื่องมืออัจฉริยะ AI เริ่มเข้ามามีบทบาทในเครื่องมือพื้นฐานที่เราใช้มากขึ้น AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัวทั้งต่อธุรกิจขนาดใหญ่หรือขนาดเล็ก แต่ AI กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือที่ใช้งานทุกวัน เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานมากขึ้น เช่น: 1. ตัวช่วยเขียนบทความ เช่น Microsoft Copilot ที่สามารถช่วยร่างบทความสำหรับเว็บไซต์ หรือโพสต์โซเชียลมีเดียได้ในไม่กี่วินาที เหมาะสำหรับเจ้าของธุรกิจที่ไม่มีทีมคอนเทนต์ แต่ต้องการสื่อสารกับลูกค้าอย่างมืออาชีพ 2. ระบบแชทอัตโนมัติ (Chatbot) สามารถติดตั้งบนเว็บไซต์เพื่อช่วยตอบคำถามลูกค้าเบื้องต้น เช่น เวลาทำการ, วิธีติดต่อ, หรือบริการที่มี เช่น Tidio หรือ ChatGPT Plugin ที่เชื่อมกับ WordPress ได้ง่าย 3. การวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้งาน AI สามารถช่วยดูว่า ลูกค้าสนใจเนื้อหาแบบไหน คลิกอะไรบ่อย และใช้เวลาอยู่บนหน้าไหนนานที่สุด เช่น Google Analytics 4 ที่มีระบบวิเคราะห์อัตโนมัติ และแนะนำการปรับปรุงเว็บไซต์ Shared Hosting มีส่วนช่วยสนับสนุนเครื่องมือเหล่านี้อย่างไร สำหรับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้น และต้องการระบบที่พร้อมใช้งานทันที Shared Hosting ที่ดีสามารถรองรับการติดตั้ง CMS ที่มีปลั๊กอินที่เชื่อมต่อกับ AI ได้มากมาย เช่น: ปลั๊กอินช่วยเขียนบทความด้วย AI ปลั๊กอินวิเคราะห์ SEO และพฤติกรรมผู้ใช้งาน ปลั๊กอินแชทอัตโนมัติที่ใช้ AI ตอบคำถาม Shared Hosting ไม่ใช่แค่พื้นที่เก็บข้อมูลเว็บไซต์ แต่ช่วยให้ธุรกิจใช้เทคโนโลยีอื่นๆ ต่อยอดได้อย่างมั่นใจ จากพื้นฐานสู่ความพร้อมในยุคดิจิทัล บทความซีรีส์นี้เราพบว่า: การสร้างความน่าเชื่อถือที่เริ่มจากการมีระบบพื้นฐานที่ดีนั้นไม่ใช่เรื่องยาก และไม่ควรมองข้าม ความปลอดภัยและการจัดการข้อมูล มีความสำคัญต่อการเติบโตของธุรกิจ เมื่อระบบพื้นฐานพร้อมแล้ว เทคโนโลยีใหม่อย่าง AI ก็จะไม่ใช่เรื่องไกลตัว ทีม เน็ตเวย์ พร้อมเป็นผู้ช่วยด้าน IT ที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณเริ่มต้นได้ง่าย และเติบโตได้จริง หากคุณพร้อมก้าวต่อไป เรามีซีรีส์อื่นๆ ที่จะช่วยให้คุณเข้าใจเรื่อง Cloud Hosting, Managed Server Service, SSL, และ Cyber Security ในอนาคต ติดตามบทความ, สัมมนาออนไลน์ ที่กำลังจะมาถึงได้ที่ netway.co.th .. แล้วพบกันครับ ทีมงานเน็ตเวย์
วางรากฐานดิจิทัลให้ธุรกิจโตอย่างมั่นใจ ตอนที่ 3: ความปลอดภัยที่ต้องมีควบคู่กับการเติบโตทางดิจิทัล เมื่อธุรกิจเริ่มเข้าสู่การเติบโตทางดิจิทัล เว็บไซต์เริ่มมีข้อมูลลูกค้า และเชื่อมต่อกับระบบต่างๆ บนโลกออนไลน์ สิ่งที่ตามมาคือ “ความเสี่ยง” ที่อาจเกิดขึ้นจากการโจมตีทางไซเบอร์ การสูญหายของข้อมูล หรือการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต ความปลอดภัยจากการใช้เทคโนโลยีจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เพราะนอกจากจะช่วยป้องกันความเสียหายของข้อมูลแล้ว ยังเป็นความน่าเชื่อถือของธุรกิจอีกด้วย ภัยคุกคามที่ธุรกิจยุคใหม่มักพบเจอ ภัยคุกคามทางไซเบอร์ไม่ได้จำกัดอยู่ในองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่หรือเล็ก เพราะหากไม่มีการป้องกันที่ดี อาจเกิดช่องโหว่ทำให้เกิดความสูญเสียได้ง่าย ภัยคุกคามที่พบได้บ่อย ได้แก่: การโจมตีแบบ Brute Force เพื่อเดารหัสผ่าน การฝังมัลแวร์ผ่านปลั๊กอินหรือไฟล์ที่อัปโหลดเข้ามา การดักข้อมูลผ่านเว็บไซต์ที่ไม่มี SSL การเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต เราสามารถป้องกันได้อย่างไรในระบบ Shared Hosting? Shared Hosting เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับธุรกิจเริ่มต้น แต่ควรเลือกผู้ให้บริการที่มีระบบป้องกันที่ดี สิ่งที่ควรมีใน Shared Hosting เพื่อความปลอดภัย: SSL Certificate ช่วยเข้ารหัสข้อมูลที่ส่งผ่านเว็บไซต์ เช่น แบบฟอร์มติดต่อ หรือข้อมูลการเข้าสู่ระบบ เว็บไซต์ที่มี SSL จะมีสัญลักษณ์รูปกุญแจ ซึ่งลูกค้าจะรู้สึกมั่นใจมากขึ้น ระบบ Backup อัตโนมัติ หากเกิดเหตุไม่คาดคิด เช่น ไวรัส หรือการลบข้อมูลโดยไม่ตั้งใจ ก็สามารถกู้คืนได้ทันที ควรมีระบบสำรองรายวันหรือรายสัปดาห์ที่ลูกค้าสามารถเข้าถึงได้ ระบบตรวจจับ ป้องกันมัลแวร์และ Firewall ช่วยกรองการเข้าถึงที่ไม่พึงประสงค์ และแจ้งเตือนเมื่อมีความผิดปกติ การควบคุมสิทธิ์การเข้าถึง การจำกัดการเข้าถึงข้อมูลของพนักงานในองค์กร ควรมีการแบ่งสิทธิ์ เช่น ผู้ดูแลเว็บไซต์, ผู้เขียนบทความ, ผู้ดูแลระบบ หลีกเลี่ยงการให้สิทธิ์ทุกคนเข้าถึงข้อมูลได้ทุกระดับ การอัปเดตระบบของเครื่องมืออย่างสม่ำเสมอ ควรอัปเดตปลั๊กอินและเครื่องมือที่ใช้งานอยู่ให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดเสมอ เพื่อปิดช่องโหว่ด้านความปลอดภัย สรุป การปกป้องข้อมูลในยุคดิจิทัลไม่ใช่เรื่องยาก และไม่จำเป็นต้องลงทุนสูง เพียงแค่เริ่มต้นจากการเลือกบริการ Hosting ที่มีระบบความปลอดภัยที่ดี Shared Hosting ที่มี SSL, Backup, Firewall และทีม Support ที่พร้อมช่วยเหลือ เพื่อเป็นพื้นฐานของความมั่นใจในการเติบโต 📌 ตอนต่อไป ตอนสุดท้ายของซีรีส์นี้: เครื่องมือที่ช่วยให้องค์กรพร้อมเข้าสู่ยุคดิจิทัลและ Cloud อย่างมั่นคง
วางรากฐานดิจิทัลให้ธุรกิจโตอย่างมั่นใจ ตอนที่ 2: เมื่อระบบพื้นฐานครบแล้ว องค์กรจะพร้อมสำหรับการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างไร หลังจากที่ธุรกิจมีตัวตนบนโลกดิจิทัลผ่าน Domain, Website, SSL และ Hosting แล้ว คำถามต่อมาคือ: “เราต้องทำอะไรต่ออีกหรือเปล่า?” คำตอบคือ เตรียมพร้อมสำหรับการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ช่วยให้ธุรกิจทำงานง่ายขึ้นและเติบโตเร็วขึ้น การเติบโตขององค์กร ควรรวมถึงเรื่องยอดขาย และการมีระบบที่ช่วยให้ทีมทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เครื่องมือพื้นฐานที่ธุรกิจควรเริ่มใช้ 1. อีเมลองค์กร อีเมลองค์กรช่วยให้การสื่อสารภายในและภายนอกดูเป็นมืออาชีพ และสามารถจัดการอีเมลได้อย่างเป็นระบบ เช่น @yourcompany.com หรือ ตัวอย่างเน็ตเวย์ คือ @netway.co.th การใช้อีเมลองค์กรแทนการใช้บริการฟรีอีเมล เช่น Outlook, Gmail หรือ Yahoo ทำให้การสื่อสารกับลูกค้า พาร์ทเนอร์ หรือองค์กรอื่น มีความเป็นมืออาชีพ ปัจจุบันมีบริการอีเมลองค์กรหลายแบบ เช่น Google Workspace, Microsoft 365 หรือใช้จากโฮสติ้งเดิมก็ได้ 2. ระบบจัดเก็บไฟล์ออนไลน์ และต่อยอดการทำงานร่วมกันได้ทุกที่ ช่วยให้ทีมงานสามารถแชร์ไฟล์ ทำงานร่วมกัน และเข้าถึงข้อมูลได้จากทุกที่ เช่น Microsoft 365 เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานร่วมกันผ่าน Teams, OneDrive, Word, Excel มี Copilot (AI) ช่วยสรุปงาน ประชุม เขียนเอกสาร Google Workspace ทำงานร่วมกันบน Cloud ได้ทุกที่ ใช้งานง่าย เชื่อมกับ Google Calendar และ Drive Microsoft Dynamics 365 ระบบ CRM และ ERP สำหรับองค์กรที่ต้องการจัดการข้อมูลลูกค้า และงานในองค์กรอย่างเป็นระบบ เหมาะกับองค์กรที่เริ่มเติบโต และต้องการฐานข้อมูลที่วิเคราะห์ได้ 3. ระบบวิเคราะห์การเข้าชมเว็บไซต์ Google Analytics ที่ช่วยให้เราเห็นข้อมูลต่างๆ เช่น: ลูกค้าเข้ามาถึงเว็บไซต์เราจากช่องทางไหน หน้าสินค้าหรือบริการแบบไหนของเรา ที่ได้รับความสนใจสูง ระยะเวลาที่ลูกค้าอยู่บนเว็บไซต์เรานานแค่ไหน การเข้าใจพฤติกรรมผู้ใช้งานจะช่วยให้ปรับปรุงเว็บไซต์ให้เข้าถึงลูกค้าได้ตรงจุดมากขึ้น และวางแผนการตลาดได้แม่นยำขึ้น 📌 ตอนต่อไป: เราจะพูดถึง “ความปลอดภัย” ที่ต้องมีควบคู่กับการเติบโตทางดิจิทัล
วางรากฐานดิจิทัลให้ธุรกิจโตอย่างมั่นใจ ตอนที่ 1 : เริ่มต้นสร้างความน่าเชื่อถือขององค์กรในยุคดิจิทัล เราคุ้นหูกับคำว่า Digital Transformation และมักสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับธุรกิจเราหรือไม่ เราควรเริ่มจากตรงไหน Digital Transformation คือ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในธุรกิจ เพื่อช่วยให้ทำงานได้เร็วขึ้น ง่ายขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การเปลี่ยนจากระบบเอกสารกระดาษมาใช้ระบบออนไลน์ หรือการย้ายข้อมูลไปไว้บน Cloud แทนเซิร์ฟเวอร์ที่ต้องดูแลเอง ตัวอย่างเช่น ร้านอาหารเปลี่ยนการจดออเดอร์ใส่กระดาษ มาใช้แท็บเล็ตสั่งของ ส่งข้อมูลตรงถึงครัว และเก็บข้อมูลลูกค้าไว้ใช้ต่อยอดธุรกิจ ความน่าเชื่อถือขององค์กรจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสร้างตัวตนสำหรับธุรกิจทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ เพราะเราอยู่ในยุคที่ผู้คนพบเห็นและหาข้อมูลได้จากแหล่งออนไลน์ หากองค์กรหรือตัวตนเราเป็นที่พบเห็นและน่าเชื่อถือ ย่อมสามารถสร้างโอกาสและต่อยอดทางธุรกิจได้เร็วกว่า เราควรเริ่มจากอะไร? 1. Domain – ชื่อที่บ่งบอกตัวตนของธุรกิจ Domain คือชื่อเว็บไซต์ของเรา เช่น yourcompany.com หรือ netway.co.th (มาจากชื่อ บริษัท เน็ตเวย์ คอมมูนิเคชั่น จำกัด หรือ Netway – เน็ตเวย์) การมีชื่อโดเมนที่เป็นของตัวเองช่วยให้ลูกค้าเชื่อถือแบรนด์มากขึ้น และยังเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างอีเมลองค์กร เช่น contact@yourcompany.com ซึ่งดูเป็นมืออาชีพกว่าการใช้ Gmail หรือ Hotmail ธุรกิจที่มี Domain เป็นของตัวเอง ย่อมมีความพร้อมที่จะเติบโตในโลกดิจิทัลมากกว่า 2. Website – หน้าร้านออนไลน์ที่เปิดให้คนเห็นตลอด 24 ชั่วโมง ถึงแม้จะมีวิธีการนำเสนอองค์กรหรือสินค้าผ่านทางช่องทางออนไลน์ต่างๆ แต่การมีเว็บไซต์ของตัวเองจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ ช่วยให้ลูกค้ามั่นใจมากขึ้น และเป็นที่รู้จักมากขึ้นจากการปรากฏบนเครื่องมือค้นหา ซึ่งสามารถเริ่มต้นจากเว็บไซต์ง่ายๆ ไม่ต้องซับซ้อน ใช้งานง่าย ภาพสวยงาม เข้าใจได้ง่ายและบอกลูกค้าได้ว่า “เราคือใคร” จากนั้นก็สามารถเริ่มต้นการซื้อขายจากเว็บไซต์ตัวเองได้ทันที เพื่อความรวดเร็ว และความปลอดภัยมากขึ้น 3. SSL Certificate – ความปลอดภัยของเว็บไซต์ SSL คือใบรับรองความปลอดภัยให้เว็บไซต์เราโดยจะมีสัญลักษณ์รูปกุญแจ และขึ้น https:// อยู่หน้าชื่อเว็บไซต์ เช่น [[URL]]/ ลูกค้าจะมีความมั่นใจมากขึ้นเมื่อกรอกข้อมูลผ่านเว็บไซต์ที่มี SSL เพราะข้อมูลจะถูกเข้ารหัส ไม่ถูกดักระหว่างทาง 4. Hosting – พื้นที่เก็บข้อมูลเว็บไซต์ที่ต้องเลือกให้เหมาะกับธุรกิจ Hosting คือพื้นที่ใช้เก็บข้อมูลเว็บไซต์ของคุณบนอินเทอร์เน็ต สำหรับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้นเข้าสู่ยุคดิจิทัล การใช้บริการ Shared Hosting คือทางเลือกที่คุ้มค่าและเหมาะสม ดังนี้: ราคาประหยัด ดูแลง่าย ไม่ต้องมีทีม IT เหมาะกับเว็บไซต์ทั่วไป เช่น หน้าแนะนำบริษัท, บริการ Shared Hosting คือจุดเริ่มต้นที่ดีโดยไม่ต้องลงทุนสูง Shared Hosting คือการแชร์พื้นที่เซิร์ฟเวอร์กับเว็บไซต์อื่นๆ ซึ่งเหมาะกับธุรกิจที่เริ่มต้นสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ และเมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น อาจพิจารณาอัปเกรดเป็น VPS หรือ Cloud Hosting เพื่อรองรับการใช้งานที่มากขึ้น สรุป การมี Domain, Website, SSL และ Hosting เป็นพื้นฐานที่ธุรกิจทุกประเภทควรมีตั้งแต่เริ่มต้น สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่คือ “ภาพลักษณ์” และ “ความน่าเชื่อถือ” ที่ลูกค้าใช้ตัดสินใจว่าจะทำธุรกิจกับเราหรือไม่ ธุรกิจที่มีพื้นฐาน IT ที่มั่นคง คือธุรกิจที่พร้อมเติบโตในโลกดิจิทัลอย่างมั่นใจ ตอนหน้า: เมื่อเรามีระบบพื้นฐานครบแล้ว องค์กรจะพร้อมสำหรับการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างไร