Microsoft ประกาศเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ "Test mic and speaker" (ทดสอบไมโครโฟนและลำโพง) บน Microsoft Teams ซึ่งเป็นระบบที่ออกแบบมาให้ผู้ใช้สามารถตรวจสอบความพร้อมของอุปกรณ์เสียงได้ตั้งแต่หน้าจอก่อนเข้าร่วมประชุม (Pre-join screen) เพื่อลดปัญหาทางเทคนิคที่มักเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ฟีเจอร์นี้มีอะไรใหม่บ้าง? ระบบจะพาคุณทดสอบอุปกรณ์ทีละขั้นตอนอย่างง่ายดาย (Guided flow) ในที่เดียว ประกอบด้วย: ทดสอบลำโพง (Speaker test) ระบบจะเล่นเสียงสัญญาณสั้นๆ เพื่อให้คุณมั่นใจว่าได้ยินเสียงจากลำโพงหรือหูฟังที่เลือกอย่างถูกต้อง ทดสอบไมโครโฟน (Microphone test) ระบบจะบันทึกเสียงพูดสั้นๆ ของคุณแล้วเปิดทดสอบให้ฟังซ้ำ เพื่อเช็กว่าคนอื่นจะได้ยินเสียงคุณชัดเจนไหม หน้าสรุปผล (Summary view) สรุปให้เห็นชัดเจนว่าทั้งไมค์และลำโพงของคุณทำงานได้ปกติ 100% หรือไม่ ก่อนจะกดปุ่มเข้าร่วมประชุม ทำไมฟีเจอร์นี้ถึงสำคัญ? ปัญหาเรื่อง "ไม่ได้ยินเสียง" หรือ "ไมค์ไม่ดัง" เป็นหนึ่งในปัญหาที่กวนใจผู้ใช้งานมากที่สุดเวลาประชุมออนไลน์ ฟีเจอร์นี้จึงเข้ามาช่วย: ลดเวลาแก้ปัญหาระหว่างประชุม ไม่ต้องเสียเวลามานั่งตั้งค่าหรือถามว่า "ได้ยินไหมคะ" หลังจากเข้าห้องประชุมไปแล้ว เพิ่มความมั่นใจ ช่วยให้ผู้ใช้ โดยเฉพาะผู้ใช้งานใหม่ หรือผู้ที่ต่ออุปกรณ์แยกหลายชิ้น (เช่น หูฟัง, ไมค์เสริม, ลำโพงนอก) มั่นใจว่าระบบพร้อมใช้งานจริง ลดปัญหาเสียงดับทางเดียว (One-way audio) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ประสบการณ์การประชุมออนไลน์แย่ลง วิธีการใช้งาน เมื่อคุณกดเข้าร่วมการประชุมและอยู่ในหน้าจอก่อนเข้า (Pre-join screen) ให้สังเกตใต้หัวข้อ Computer audio จะมีปุ่ม "Test mic and speaker" ปรากฏขึ้นมา สามารถกดเพื่อทำตามขั้นตอนที่ระบบแนะนำได้ทันที สถานะการเปิดให้ใช้งาน ฟีเจอร์ Test mic and speaker กำลังเริ่มทยอยเปิดใช้งาน (Rollout) ให้กับผู้ใช้ Microsoft Teams เวอร์ชัน Desktop (คอมพิวเตอร์) เป็นกลุ่มแรก และจะขยายไปยังแพลตฟอร์มอื่นๆ ในลำดับถัดไปค่ะ___________________________________________________________________________________________________________________________ Netway Communication ให้บริการด้าน Cloud, Hosting และ IT พื้นฐานสำหรับธุรกิจ เป็นตัวแทนแบรนด์ไอทีชั้นนำมากมายทั้ง Microsoft, Google, Digicert, ฯลฯ เรามีเจ้าหน้าที่พร้อมดูแลคุณ 24 ชม. สอบถามเพิ่มเติมได้ที่Line : @netway (มี @ ด้านหน้า) หรือ https://bit.ly/line-netwayFacebook : m.me/netway.offcialTel : 02-055-1095Email : support@netway.co.thWeb Chat : [[URL]]/
หากคุณพบปัญหา "Microsoft has blocked macros from running because the source of this file is untrusted" (แถบแจ้งเตือนสีแดง) คุณสามารถแก้ไขได้โดยไม่ต้องปิดระบบความปลอดภัยทั้งหมดของ Excel โดยใช้วิธีการดังนี้1. การปลดบล็อกไฟล์เป็นรายบุคคลวิธีนี้เป็นการยืนยันกับระบบว่าไฟล์นี้ปลอดภัย เพื่อให้สามารถใช้งาน Macro ได้โดยไม่ต้องไปตั้งค่าในโปรแกรมใหม่ทั้งหมด1.1 ปิดไฟล์ Excel นั้นก่อน1.2 คลิกขวาที่ตัวไฟล์ แล้วเลือก Properties (คุณสมบัติ)1.3 ในแถบ General (ทั่วไป) ให้มองหาหัวข้อ Security (ความปลอดภัย) ที่อยู่ด้านล่างสุด 1.4 ติ๊กเครื่องหมายถูกที่ช่อง Unblock (ปลดบล็อก)1.5 กด Apply และ OK จากนั้นเปิดไฟล์ใหม่อีกครั้ง2. การใช้ Trusted Locationsหากคุณมีโฟลเดอร์ที่เก็บไฟล์ที่มี Macro จำนวนมาก คุณสามารถตั้งค่าให้โฟลเดอร์นั้นเป็น "ตำแหน่งที่เชื่อถือได้" เพื่อให้ Excel ยอมให้ Macro ทำงานโดยอัตโนมัติ2.1 ไปที่เมนู File > Options2.2 เลือก Trust Center > Trust Center Settings...2.3 เลือกหัวข้อ Trusted Locations (ตำแหน่งที่เชื่อถือได้) 2.4 กดปุ่ม Add new location... แล้วกด Browse เพื่อเลือกโฟลเดอร์ที่คุณเก็บไฟล์งานไว้ (เช่น หน้าจอ Desktop หรือไดรฟ์ D) 2.5 คุณสามารถติ๊กเลือก Subfolders of this location are also trusted เพื่อให้ครอบคลุมโฟลเดอร์ย่อยได้ด้วย 2.6 กด OK เพื่อบันทึกข้อแนะนำเพิ่มเติมย้ายไฟล์ออกจากโฟลเดอร์ Downloads: ไฟล์ที่อยู่ในโฟลเดอร์ดาวน์โหลดมักจะถูกบล็อกได้ง่าย แนะนำให้ Save as หรือย้ายไฟล์ไปไว้ที่อื่น เช่น Desktop หรือไดรฟ์ส่วนตัวก่อนเริ่มทำการปลดบล็อกตรวจสอบแหล่งที่มา: ควรทำวิธีเหล่านี้กับไฟล์ที่ มาจากแหล่งที่เชื่อถือได้เท่านั้น เพราะ Macro อาจมีไวรัสแอบซ่อนอยู่ได้การตั้งค่าใน Trust Center: หากทำตามข้างต้นแล้วยังไม่ได้ผล ให้เข้าไปที่ Macro Settings ใน Trust Center และตรวจสอบว่าได้เลือกตัวเลือกที่อนุญาตให้ Macro ทำงาน (เช่น "Disable all macros with notification") ไว้แล้วหรือไม่ติดต่อเรา
สายจัดตารางงานเตรียมเฮ! ใครที่ใช้งาน Google Calendar อยู่เป็นประจำ แล้วเคยรู้สึกอึดอัดกับข้อจำกัดที่มีสีให้เลือกติดป้ายเหตุการณ์ (Event) เพียงแค่ 11 สี จนบางทีสีไม่พอแยกหมวดหมู่กิจกรรม ล่าสุด Google ได้ประกาศอัปเดตฟีเจอร์ใหม่ที่หลายคนรอคอย นั่นคือการขยายขอบเขตการเลือกสีให้เราสามารถปรับแต่งสีของแต่ละ Event ได้อย่างอิสระมากขึ้นแล้วค่ะ มีอะไรใหม่ในอัปเดตนี้? ปลดล็อกสีสันจุใจ จากเดิมที่เลือกได้เพียง 11 สีที่ระบบกำหนดไว้ ต่อจากนี้ผู้ใช้งานจะสามารถเข้าถึงและเลือกใช้สี Custom สำหรับ Event ต่างๆ ได้สูงสุดถึง 200 สี! ช่วยให้การจัดระเบียบตารางเวลาด้วยสี (Color-coding) ทำได้ละเอียดและตรงใจมากขึ้น สีมาตรฐานที่เพิ่มขึ้น ในหน้าต่างเลือกสีปกติ Google ได้เพิ่มสีเริ่มต้น (Default) มาให้เลือกใช้งานง่ายๆ ทันทีเป็น 24 สี เลือกสีแบบ RGB ไร้ขีดจำกัด สำหรับการใช้งานบนเวอร์ชันเว็บ (Web) หรือผ่าน Calendar API ผู้ใช้สามารถใช้เครื่องมือดูดสีหรือเลือกสี (RGB Color Picker) เพื่อระบุค่าสีที่ต้องการได้อย่างแม่นยำ จะคุมโทนพาสเทล มินิมอล หรือสีประจำองค์กรก็ทำได้หมด ฟีเจอร์นี้ใช้ได้ที่ไหนบ้าง? สามารถใช้งานสีสันใหม่ๆ นี้ได้ทั้งบนระบบเว็บ (Web), แอปพลิเคชันบนมือถือ (Mobile Apps) ทั้ง iOS และ Android รวมไปถึงการเรียกใช้งานผ่าน Calendar API ด้วย รายละเอียดการเปิดใช้งาน (Rollout Pace) ฟีเจอร์นี้จะถูกเปิดใช้งานเป็นค่าเริ่มต้น (ON by default) โดยไม่ต้องตั้งค่าใดๆ เพิ่มเติม โดยมีกำหนดทยอยอัปเดตดังนี้ Rapid Release domains (กลุ่มที่ได้รับฟีเจอร์เร็ว) เริ่มทยอยอัปเดตตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายน 2026 เป็นต้นไป (อาจใช้เวลามากกว่า 15 วันกว่าจะเห็นฟีเจอร์ครบทุกคน) Scheduled Release domains (กลุ่มทั่วไป) เริ่มทยอยอัปเดตตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายน 2026 เป็นต้นไป ใครใช้งานได้บ้าง? ข่าวดีคืออัปเดตนี้เปิดให้ใช้งานครอบคลุมผู้ใช้ทุกกลุ่ม! ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า Google Workspace ทุกประเภท, ผู้สมัครแพ็กเกจ Workspace Individual รวมถึงผู้ใช้งานทั่วไปที่มี บัญชี Google ส่วนตัว (Personal Google Accounts) ก็ได้ใช้ฟีเจอร์นี้ด้วยเช่นกันค่ะ ลองเข้าไปเช็กในปฏิทินของคุณดูว่าปุ่มเลือกสีแบบใหม่มาหรือยัง แล้วมาสนุกกับการคุมโทนและจัดระเบียบชีวิตให้มีสีสันมากขึ้นกันค่ะ! 🎨 อ้างอิงข้อมูลจาก Google Workspace Updates___________________________________________________________________________________________________________________________ Netway Communication ให้บริการด้าน Cloud, Hosting และ IT พื้นฐานสำหรับธุรกิจ เป็นตัวแทนแบรนด์ไอทีชั้นนำมากมาย ทั้ง Microsoft, Google, Digicert, ฯลฯ เรามีเจ้าหน้าที่พร้อมดูแลคุณ 24 ชม. สอบถามเพิ่มเติมได้ที่Line : @netway (มี @ ด้านหน้า) หรือ https://bit.ly/line-netwayFacebook : m.me/netway.offcialTel : 02-055-1095Email : support@netway.co.thWeb Chat : [[URL]]/
เอาใจวัยทำงานและสายหั่นเวลาเดินทาง! ล่าสุด Google ได้ปล่อยอัปเดตฟีเจอร์ใหม่ที่หลายคนรอคอย โดยส่ง Google Meet ตรงสู่หน้าจอแดชบอร์ดของรถยนต์ผ่านระบบ Android Auto อย่างเป็นทางการแล้ว เพื่อให้คุณสามารถเชื่อมต่อและเข้าร่วมประชุมสำคัญได้อย่างปลอดภัยในขณะขับรถโดยไม่ต้องละสายตาจากท้องถนน⚡️ฟีเจอร์เด่นที่น่าสนใจ⚡️📲หน้าจอที่ออกแบบเพื่อความปลอดภัย อินเทอร์เฟซบน Android Auto จะถูกปรับลดทอนสิ่งรบกวนให้เหลือน้อยที่สุด โดยจะเน้นการทำงานผ่าน ระบบเสียงเป็นหลัก (Audio-only) 📸ไม่มีภาพวิดีโอเพื่อความปลอดภัย (No Video): เมื่อคุณเข้าร่วมประชุม กล้องของคุณจะถูกปิดโดยอัตโนมัติ และคุณจะไม่เห็นภาพวิดีโอของผู้ร่วมประชุมคนอื่น รวมถึงไม่สามารถดูการแชร์หน้าจอได้ เพื่อให้มีสมาธิกับการขับขี่ 100% 🪄แถบเมนูใช้งานง่าย หน้าจอในรถจะถูกแบ่งออกเป็น 2 แท็บหลักๆ คือ: 📆Scheduled (ตารางนัดหมาย) แสดงรายการประชุมที่กำลังจะมาถึง สามารถกดเข้าร่วม (Join) ได้ง่ายๆ เพียงแค่เคาะหน้าจอครั้งเดียว (Single tap) โดยระบบจะข้ามหน้าต่างเช็กความพร้อมก่อนโทร (Pre-call screen) เพื่อความรวดเร็ว 📞History (ประวัติการโทร) แสดงประวัติการติดต่อ สามารถกดโทรสายตรงหาเพื่อนร่วมงานหรือลูกค้าได้ทันที 🔊สลับเสียงอัจฉริยะ เมื่อเชื่อมต่อมือถือเข้ากับรถ เสียงการประชุมจะย้ายไปออกลำโพงรถยนต์ทันที และเมื่อดับเครื่องหรือถอดสาย ระบบจะดึงเสียงกลับมาที่มือถือหรือหูฟังบลูทูธให้อัตโนมัติอย่างราบรื่น 🛍️ระบบความปลอดภัยเมื่อเริ่มสาย ทันทีที่กดเข้าร่วมประชุม โทรศัพท์มือถือของคุณจะเข้าสู่โหมด "On-the-Go" อัตโนมัติ ซึ่งจะล็อกหน้าจอมือถือให้เป็นแบบเรียบง่าย ป้องกันการกดใช้งานขณะขับรถ 🚫ข้อจำกัดที่ควรทราบ🚫 ฟีเจอร์นี้สร้างมาเพื่อการฟังและพูดคุยเท่านั้น หากต้องการเปิดกล้อง, ดูสไลด์พรีเซนต์, พิมพ์แชต (Chat) หรือโหวตโพล (Polls) คุณจำเป็นต้องนำรถเข้าจอดในที่ปลอดภัยก่อน แล้วค่อยเปิดใช้งานผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือตามปกติ ปัจจุบันยังไม่รองรับบัญชีประเภท Work Profile (โปรไฟล์งานที่แยกในระบบแอนดรอยด์) ซึ่งหากใช้บัญชีประเภทนี้ จะรับสายเข้า-โทรออกที่กำลังใช้งานอยู่ได้ แต่จะไม่แสดงตารางนัดหมายและประวัติการโทรบนหน้าจอน้ันเอง 👥การเริ่มใช้งานและกลุ่มผู้ใช้👥 วิธีใช้งาน ไม่ต้องตั้งค่าอะไรยุ่งยาก ฟีเจอร์นี้ถูกเปิดใช้งานเป็นค่าเริ่มต้น (ON by default) เพียงแค่คุณอัปเดตแอป Google Meet บนมือถือ Android ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด จากนั้นเชื่อมต่อบลูทูธหรือสาย USB เข้ากับรถยนต์ที่รองรับ Android Auto ไอคอน Google Meet ก็จะปรากฏขึ้นบนหน้าจอรถยนต์ทันที การปล่อยอัปเดต เริ่มทยอยปล่อยอัปเดตให้ผู้ใช้ทั่วไปแล้ว (คาดว่าจะครบถ้วนภายในช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2026) สิทธิ์การใช้งาน รองรับผู้ใช้ทุกกลุ่ม ตั้งแต่ลูกค้า Google Workspace ทุกประเภท, สมาชิก Workspace Individual ไปจนถึงผู้ใช้บัญชี Google ส่วนบุคคล (Personal Accounts) ___________________________________________________________________________________________________________________________ Netway Communication ให้บริการด้าน Cloud, Hosting และ IT พื้นฐานสำหรับธุรกิจ เป็นตัวแทนแบรนด์ไอทีชั้นนำมากมาย ทั้ง Microsoft, Google, Digicert, ฯลฯ เรามีเจ้าหน้าที่พร้อมดูแลคุณ 24 ชม. สอบถามเพิ่มเติมได้ที่Line : @netway (มี @ ด้านหน้า) หรือ https://bit.ly/line-netwayFacebook : m.me/netway.offcialTel : 02-055-1095Email : support@netway.co.thWeb Chat : [[URL]]/
🔐 ACME คืออะไร และสำคัญอย่างไร ในยุคที่ความปลอดภัยของเว็บไซต์และระบบออนไลน์กลายเป็นสิ่งจำเป็น ไม่ใช่ทางเลือก การใช้ SSL/TLS Certificate เพื่อเข้ารหัสข้อมูลถือเป็นพื้นฐานสำคัญ แต่การจัดการ Certificate แบบเดิมที่ต้องทำด้วยมือ เช่น การออกใบรับรอง การติดตั้ง และการต่ออายุ อาจสร้างภาระและความเสี่ยงโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะเมื่ออายุของ Certificate มีแนวโน้มสั้นลงมากขึ้น นี่จึงเป็นเหตุผลที่ ACME (Automated Certificate Management Environment) เข้ามามีบทบาทสำคัญ ด้วยแนวคิดการทำงานแบบอัตโนมัติที่ช่วยให้การจัดการ SSL Certificate ทั้งวงจรชีวิตสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง ปลอดภัย และลดข้อผิดพลาดจากมนุษย์ ทำให้องค์กรสามารถโฟกัสกับธุรกิจได้อย่างมั่นใจมากยิ่งขึ้น1. ทำความรู้จักกับ ACME ACME ย่อมาจาก 👉 Automated Certificate Management Environment ซึ่งเป็น โปรโตคอลมาตรฐาน (RFC 8555) สำหรับการ จัดการ SSL/TLS Certificate แบบอัตโนมัติ เช่น - การออก Certificate (Issuance) - การต่ออายุ (Renewal) - การเพิกถอน (Revocation โดย ACME ทำหน้าที่เป็น ตัวกลางระหว่าง Web Server กับ Certificate Authority (CA) เพื่อให้กระบวนการทั้งหมดสามารถทำงานได้ แบบอัตโนมัติ โดยไม่ต้องดำเนินการด้วยตนเอง💡 ข้อสรุปแบบเข้าใจง่ายACME คือ “API + Automation Framework” ที่ช่วยให้ SSL Certificate ทำงานได้เองตั้งแต่ต้นจนจบ✅ จุดเด่นของ ACME 1. ลดงาน Manual (CSR, Upload, Install) 2. ลดความเสี่ยง Certificate หมดอายุ 3. รองรับการใช้งานระดับ Enterprise และ Cloud 4. เป็นมาตรฐานเปิด (Open Standard) ใช้ได้หลาย CA2. ACME มีการทำงานอย่างไร ACME ใช้หลักการ Client ↔ CA Communication ผ่าน HTTPS API โดยมีขั้นตอนหลักดังนี้: 1). ติดตั้ง ACME Client เช่น Certbot, acme.sh, win-acme โดยติดตั้งไว้บน Web Server หรือระบบที่ต้องการ Certificate 2). Request Certificate ACME Client จะสร้าง CSR (Certificate Signing Request) และ ส่งคำสั่ง Request ไปยัง CA 3). Domain Validation (พิสูจน์ความเป็นเจ้าของโดเมน) CA จะตรวจสอบว่า “คุณเป็นเจ้าของโดเมนจริงหรือไม่” ผ่านการตรวจสอบตัวตน (Challenge) เช่น - HTTP-01 → วางไฟล์บน Web Server - DNS-01 → เพิ่ม TXT Record ใน DNS ✅ เมื่อผ่านการตรวจสอบ → ถือว่า “Trusted” 4). ออก Certificate (Issuance) CA (Certificate Authority) จะออกใบรับรอง (Sign Certificate) และ ส่งกลับไปยัง Server อัตโนมัติ 5). ติดตั้ง Certificate อัตโนมัติ ACME Client จะดำเนินการติดตั้ง SSL/TLS Certificate ให้กับ Web Server และ Restart Service ให้ทันที (หากระบบต้องการ) 6). Auto-Renewal ระบบจะ ต่ออายุอัตโนมัติก่อนหมดอายุ ซึ่งเป็นการทำงานแบบ Scheduled (cron / job)📌 ทั้งหมดนี้เกิดขึ้น “โดยไม่ต้อง Login Portal หรือ Upload File”🔧 เปรียบเทียบให้เห็นภาพแบบเข้าใจง่าย3. ACME สำคัญอย่างไร (กับการเปลี่ยนแปลง SSL/TLS)🔥 เทรนด์ใหม่: อายุ Certificate “สั้นลงเรื่อยๆ” ปัจจุบันแนวโน้มอุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนไป เช่น จาก 1 ปี → เหลือ 200 วัน (ปี 2026) และจะขยับไปสู่ 100 วัน และ 47 วันในอนาคต❗ ปัญหาที่จะเกิดขึ้น (ถ้าไม่มี ACME) - ต้อง Renew บ่อยขึ้นมาก (หลักร้อยครั้ง/ปีในองค์กรใหญ่) - เสี่ยง “ลืมต่อ SSL” → เว็บล่มทันที - เพิ่มภาระทีม IT อย่างมาก - เกิด Security Risk และเสียความน่าเชื่อถือ✅ ทำไม ACME ถึง “จำเป็น” - ทำให้ Renewal เป็น “Zero-Touch” - ป้องกัน Certificate Expire อัตโนมัติ - รองรับการ Scale (หลายโดเมน / Microservices) - สอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยยุคใหม่💡 บทสรุปสำคัญ: เมื่อ Certificate อายุสั้นลง → “Automation ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งจำเป็น”4. บทสรุปACME คือหัวใจของการจัดการ SSL/TLS ในยุคใหม่ ที่ช่วยให้ทุกองค์กรสามารถ:✔ ลดภาระงาน✔ เพิ่มความปลอดภัย✔ รองรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมแต่การที่จะหาระบบที่รองรับ SSL/TLS Certificate ผ่าน Protocol ACME ได้ ก็จะต้องเป็น CA ที่มีการรองรับการเชื่อมต่อแบบดังกล่าวได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งปัจจุบัน ทางเรา SSL.in.th ภายในเครือ Netway สามารถให้บริการในรูปแบบดังกล่าวได้เรียบร้อยแล้ว👉 หากองค์กรของคุณกำลังเผชิญปัญหา - SSL หมดอายุ - จัดการหลาย Certificate - หรือกำลังเตรียมรับมือกับปัญหาเรื่อง การลดอายุของ SSL/TLS Certificateโซลูชัน ACME Protocol for SSL/TLS Certificateคือคำตอบที่ช่วยให้ระบบของคุณ ปลอดภัย อัตโนมัติ และพร้อมสำหรับอนาคต✅ หากสนใจโซลูชัน SSL/TLS Certificate + ACME Automation สามารถติดต่อทีมงานเพื่อสอบถามเงื่อนไข รายละเอียด หรือวิธีการที่เหมาะกับองค์กรคุณได้เลย (คลิกที่รูปเพื่อดูรูปขนาดใหญ่) ติดต่อเราLine : @netway (มี @ ด้านหน้า) หรือ https://bit.ly/line-netwayFacebook : m.me/netway.offcialTel : 02-055-1095Email : support@netway.co.thWeb Chat : [[URL]]/