เทคนิคการแยกคอลัมป์ คำนำหน้า ชื่อ นามสกุล ใน Excel ด้วยคีย์ลัด วันนี้ขอแนะนำเทคนิคการแยกคอลัมป์คำนำหน้า ชื่อ นามสกุล ด้วยคีย์ลัด ใน Excel เวอร์ชั่นของแอป (Apps) Microsoft 365 โดย Excel นั้นเดิมจะมีวิธีแยกคอลัมป์ คำนำหน้า ชื่อ นามสกุล ที่ทำได้หลายวิธี อย่างในเวอร์ชั่นเก่าๆ วิธีใช้เช่น Formulas, หรือเมนูข้อมูล (Data) ซึ่งต้องเลือกคลุมข้อมูลและไปจัดการอีกหลายขั้นตอน ส่วนใน Excel เวอร์ชั่นใหม่ๆ ใน Microsoft 365 สามารถใช้เมนู Data >> Flash Fill และคีย์ลัดได้ ในที่นี้เราขอแนะนำการใช้คีย์ลัดเป็นวิธีที่ง่ายและรวดเร็วอีกวิธีหนึ่ง มาดูว่าเราต้องสังเกตอะไรจากข้อมูลที่เราได้มา ตัวอย่างข้อมูล จากตัวอย่าง หลักการใช้คีย์ลัดแยกข้อมูล (Ctrl+e) คำนำหน้า ชื่อ สกุล ต้องเว้นวรรค และต้องไม่มีการรวมช่องตาราง (Merge Cell) ที่ซับซ้อน อีกทั้งการคัดลอก/วาง (Copy/Paste) ต้องวางให้ตรงกับแถว (Row) ที่คัดลอกมา ** กรณีข้อมูลติดกันไม่เป็นตามนี้ หากมีข้อมูลจำนวนมากต้องใช้วิธีการอื่นช่วยก่อน เช่น คำนำหน้าเขียนติดกับชื่อ เช่น "นายปทินญา" ต้องเป็น "นาย ปทินญา" โดยใช้วิธีค้นหาและใส่เว้นวรรคให้ก่อน - เมนู Home >> ปุ่ม Find & Select >> Replace - Find and Replace คำว่า "นาย" และแทนที่ "นาย " (เว้นช่องว่างหลังคำว่า นาย) - กดปุ่ม Replace All (ทำซำ้แบบเดิม นาย นางสาว นาง และคำนำหน้าอื่นๆ จนครบ) วิธีแยกคอลัมป์ คำนำหน้า ชื่อ นามสกุล ใน Excel ด้วยคีย์ลัด (Ctrl+e) 1. เข้าใช้งาน Excel - สร้างตัวอย่างข้อมูลใน Excel 2. คัดลอก (copy) : ในข้อมูล เลือกคำว่า นาย แล้วกด Ctrl+c 3. วางข้อมูล : คลิกช่องว่าง (Cell) แถวแนวนอน (Row) เดียวกัน ตรงคอมลัมป์ถัดไป แล้ว กด Ctrl+v 4. การแยก คำนำหน้า : จากรูปด้านล่าง คลิกช่อง (Cell) ใดก็ได้ภายในคอลัมป์เดียวกัน เช่น คลิกช่องว่าง (Cell) ด้านล่าง แล้วกด Ctrl+e (หรือกด Ctrl+v และ Ctrl+e ต่อเนื่องไปเลยก็ได้) 5. แยกชื่อ ให้ทำซำ้แบบเดิม : คัดลอกชื่อ ไพรัช ในข้อมูลตัวอย่าง โดยกด Ctrl+c 6. คลิกช่องว่าง (Cell) เพื่อวางข้อมูล ให้ตรงแถวเดียวกัน ในคอลัมป์ชื่อตามรูป โดยกด Ctrl+v 7. การแยกชื่อ : จากรูปด้านล่างให้คลิกแถว (Row) ถัดลงมา แยกคำโดยกด Ctrl+e หรือกด Ctrl+v และ Ctrl+e ต่อเนื่องไปเลยก็ได้ 8. ทำซำ้แบบเดิม โดยแยก นามสกุล จนเสร็จเรียบร้อย เราก็จะได้ชุดข้อมูลที่แยกคอลัมป์กันสามารถต่อยอดเพื่อดึงข้อมูลไปใช้งานในระบบฐานข้อมูล (Database) ในโปรแกรมอื่นๆ ได้ง่ายขึ้น หากคุณต้องการแพลตฟอร์มการทํางานบนระบบคลาวด์ ที่เน้นเรื่องการจัดการระบบข้อมูลเอกสารภายใต้แอปต่างๆ เช่น Excel, PowerPoint, Word, SharePoint, OneDrive และแอปอื่นๆ ที่ใช้ในองค์กร เรามีผลิตภัณฑ์จาก Microsoft 365, Microsoft Teams สามารถตอบโจทย์ท่านได้ หากสนใจติดต่อสอบถามได้ที่เน็ตเวย์ เรายินดีให้บริการค่ะ ติดต่อ Netway Communication ได้ตลอด 24 ชม. ผ่านช่องทาง Email: support@netway.co.th Tel: 02 055 1095 Line ID: @netway
เคล็ดลับการจัดระเบียบที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์เมื่อใช้ร่วมกัน ในแต่ละบริษัทจะมีข้อมูลไฟล์ต่างๆ จำนวนมากใช้พื้นที่จัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์ร่วมกัน ไฟล์ที่อยู่ไม่ถูกที่ถูกทางก็อาจจะเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว การค้นหาไฟล์จะยากและนานขึ้น อีกทั้ง url ก็จะมีความยาวมากขึ้นด้วยเช่นกัน เปอร์เซ็นต์ของข้อมูลองค์กรทั่วโลกที่จัดเก็บในระบบคลาวด์เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า องค์กรส่วนใหญ่จัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์โดยใช้บริการของ OneDrive, Google Drive และอื่นๆ จะจัดการได้อย่างไร มาดูเคล็ดลับการจัดระเบียบที่เก็บข้อมูลไฟล์บนคลาวด์เมื่อมีการใช้งานร่วมกันดังนี้ 1. ใช้โครงสร้างการตั้งชื่อโฟลเดอร์แบบสากล การตั้งชื่อโฟลเดอร์สากลควรอ้างอิงและปฏิบัติตามนโยบายองค์กรนั้นๆ ด้วย ลำดับชั้นของโฟลเดอร์และวิธีตั้งชื่อ เช่น คุณอาจมี "แผนก" เป็นโฟลเดอร์ภายนอกและมีโฟล์เดอร์ "โครงการ" อยู่ในนั้น ข้อดีคือทุกคนใช้ระบบการตั้งชื่อแบบเดียวกัน ทุกคนจะค้นหาสิ่งของได้ง่ายขึ้น และยังลดความเสี่ยงในการมีโฟลเดอร์ซ้ำกันอีกด้วย 2. รักษาโครงสร้างไฟล์ให้เหลือเพียง 2-3 โฟลเดอร์ การมีโฟลเดอร์ซ้อนกันมากเกินไป อาจใช้เวลานานมากในการค้นหาไฟล์ ต้องคลิกลงไปหลายชั้นกว่าเจอข้อมูล หากลดจำนวนโฟลเดอร์ วิธีนี้จะช่วยให้ค้นหาไฟล์ได้ง่ายขึ้นและช่วยให้มีพื้นที่จัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์ได้มากขึ้น 3. อย่าสร้างโฟลเดอร์สำหรับไฟล์น้อยกว่า 10 ไฟล์ การค้นหาเอกสาร ยิ่งพนักงานต้องคลิกเข้าไปในโฟลเดอร์มากเท่าไร ก็ยิ่งใช้เวลานานขึ้นเท่านั้น หากมีจำนวนไฟล์ไม่เกิน 10 ไฟล์ ควรตั้งชื่อไฟล์ให้สื่อกับงานนั้นๆ 4. องค์กรควรส่งเสริมเน้นยำ้เรื่อง "ใช้เวลาให้คุ้มค่าเพื่อประหยัด” ก่อนเริ่มโครงการการใดๆ ควรอธิบายทำความเข้าใจให้ตรงกัน ในเรื่องการใช้งานเอกสารร่วมกัน 5. ใช้แท็กโฟลเดอร์หรือสีเพื่อให้จดจำได้ง่ายขึ้น การกำหนดสีของโฟล์เดอร์ พื้นที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์ทุกค่ายจะมีฟังก์ชั่นนี้ เช่น OneDrive ขณะ Create a folder จะมีให้เลือก Folder color หรือหากสร้างโฟล์เดอร์ไปแล้ว สามารถแก้ไขได้โดยด้านขวาของแต่ละโฟล์เดอร์ มีปุ่ม More Actions ( จุด 3 จุด ) แล้วเลือก Folder color 6. จัดระเบียบและเก็บเป็นประจำ ใน 1 ปี ของการทำงานไฟล์ถูกสร้างอย่างรวดเร็ว ยิ่งเพิ่มไฟล์ลงในระบบจัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์มากเท่าไร การค้นหาไฟล์ที่ต้องการก็จะยิ่งยากขึ้นเท่านั้น ถึงแม้ว่าการจัดเก็บไฟล์จะจัดระเบียบอย่างดีแล้วก็ตาม การป้องกันการสับสนระหว่างการค้นหาไฟล์ใหม่และเก่า จึงควรจัดระเบียบไฟล์เป็นประจำ ซึ่งต้องให้ผู้ดูแลระบบลบไฟล์ที่ไม่จำเป็นออกเดือนละครั้ง เช่น ไฟล์ซ้ำหรือเวอร์ชันร่างเก่าของเอกสาร เป็นต้น หากคุณต้องการแพลตฟอร์มการทํางานบนระบบคลาวด์ ที่เน้นเรื่องการจัดการระบบข้อมูลเอกสารภายในองค์กร และใช้งานร่วมกัน แชร์ไฟล์ การจัดเก็บหรือใช้งานแบบส่วนตัวที่ใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลาได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ทั้งระบบเว็บบราวเซอร์และแอปพลิเคชัน เราขอแนะนำผลิตภัณฑ์จาก Microsoft 365, Microsoft Teams, Google Workspace ยินดีให้บริการ สามารถติดต่อสอบถาม Netway Communication ได้ตลอด 24 ชม. ผ่านช่องทาง Email: support@netway.co.th Line ID: @netway Tel: 02 055 1095 อ้างอิง: thetechnologypress.com
ข้อควรทราบก่อนดำเนินการวิธีการนี้จะเป็นการลบผู้ใช้งาน โดยคำนึงถึงข้อมูลของผู้ใช้งานด้วย โดยจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ1. ข้อมูล Email2. ข้อมูล OneDriveหลังจากที่ดำเนินการลบตามวิธีนี้แล้ว จะส่งผลต่อไปนี้1. ข้อมูล Email จะไม่ถูกลบ โดยผู้ใช้งานจะถูกเปลี่ยนสถานะจากเดิม User Mailbox เป็น Shared Mailbox แทน ซึ่งเป็น Feature ที่สามารถเก็บข้อมูล Email ไว้ได้โดยไม่จำเป็นต้องมี License และมอบสิทธิ์ในการเข้าถึงให้กับผู้ใช้งานที่ระบุไว้สามารถเข้าถึงได้2. ข้อมูล OneDrive จะถูกมอบสิทธิ์ให้กับผู้ใช้งาน เพื่อเข้าถึงได้และโอนย้ายข้อมูลมายัง OneDrive ของผู้รับผิดชอบถัดไป (ข้อมูลส่วนนี้จะถูกลบ ตาม Retention Policy ส่วนของ OneDrive ซึ่งกำหนดเริ่มต้นไว้ที่ 30 วัน)วิธีการ1. ไปยัง Microsoft 365 Admin Center > Users > Active users 2. เลือกผู้ใช้งานที่ต้องการลบ และเลือก Delete 3. จากนั้นเลือกหัวข้อ ดังต่อไปนี้ 3.1. เลือก "Give another user access to this user's OneDrive files for 30 days after the user is deleted" หากต้องการให้ผู้ใช้งานอื่นๆ เข้าถึง OneDrive เพื่อสำรองข้อมูลได้ พร้อมกับระบุผู้ใช้งานที่รับผิดชอบ 3.2. เลือก "Give another user access to this user's email" หากต้องการเปลี่ยนสถานะ User Mailbox ให้เป็น Shared Mailbox เพื่อเก็บข้อมูล Email ไว้ไม่ให้ถูกลบ หากเลือกแค่เพียงให้สิทธิ์ผู้รับผิดชอบเข้าถึง OneDrive สามารถลบผู้ใช้งานได้เลยหากเลือก "Give another user access to this user's email" ให้กด "Require: Give email access to another user" เพื่อตั้งค่า1. Mailbox access: ระบุผู้ที่มีสิทธิ์เข้าถึง Shared Mailbox ดังกล่าว2. Display name: กำหนดว่าจะเปลี่ยนชื่อผู้ใช้งานหรือไม่ (โดยปกติแล้ว หากไม่ได้ใช้ส่งออก แนะนำให้เปลี่ยนชื่อ เพื่อไม่ให้สับสนระหว่าง User ทั่วไป กับ Shared Mailbox)3. Automatic replies: หากต้องการให้ตอบกลับอัตโนมัติ เพื่อแจ้งว่า Email นี้ไม่ได้ใช้งานแล้ว สามารถตั้งค่าได้ที่เมนูนี้4. Aliases: หากมี Alias Email ที่เกี่ยวข้อง จะสามารถลบได้จากเมนูนี้จากนั้นตรวจสอบข้อมูล และเลือก Transfer ownership เพื่อเสร็จสิ้นการตั้งค่า 4. เมื่อกลับมาสู่หน้าลบผู้ใช้งาน จะพบว่าปุ่ม "Delete user" จะเปลี่ยนเป็น "Assign and convert" แทน และเลือกเพื่อดำเนินการได้เลย 5. หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการแล้ว จะส่งผลต่อไปนี้ 5.1. ผู้ใช้งานดังกล่าวจะยังคงอยู่ในหน้า Active users (ห้ามลบเด็ดขาด เนื่องจากจะส่งผลให้ Shared Mailbox ถูกลบด้วยเช่นกัน) แต่สังเกตุว่าผู้ใช้งานจะไม่มี License แล้ว (จากกรณีตัวอย่าง จะมีการตั้งค่า เพื่อให้เปลี่ยนชื่อด้วยเช่นกัน) 5.2. ผู้ใช้งานดังกล่าวจะถูกเพิ่มในเมนู Teams & groups > Shared mailboxes และมีการกำหนด Member ที่สามารถเข้าตรวจสอบข้อมูลได้ตามที่ตั้งค่าไว้ด้วยเช่นกัน 5.3. ในกรณีที่เลือกให้สิทธิ์เข้าถึง OneDrive จะมี Email แจ้งไปยังผู้รับผิดชอบที่กำหนดไว้ และมี Link ในการเข้าถึง OneDrive ให้ผู้ที่รับผิดชอบย้ายข้อมูลมาไว้ยัง OneDrive ตัวเอง เนื่องจากข้อมูลส่วนนี้จะไม่ถูกเก็บไว้ถาวร (ตัวอย่างตามรูป คือ จะถูกลบหลังจากผ่านไป 365 วัน) 5.4. ในกรณีที่เลือกเปลี่ยนแปลงสถานะ User Mailbox เป็น Shared Mailbox จะมี Email แจ้งไปยังผู้รับผิดชอบที่กำหนดไว้ เพื่อแจ้งวิธีการเข้าถึง Shared Mailbox สามารถทำตามวิธีที่แจ้งเพื่อเข้าดูข้อมูล Email ได้เลย สำหรับ Shared Mailbox ย้ำอีกครั้งว่า ปัจจุบันสามารถเก็บไว้ได้ถาวร จนกว่าลูกค้าจะเลิกใช้งาน Microsoft 365 แต่การเข้าถึง Shared Mailbox จะต้องเข้าถึงจาก User Mailbox อีกทีหนึ่ง ไม่สามารถเข้าถึงได้โดยตรง _________________________________________________________________________________________________________________ Netway Communication ให้บริการด้าน Cloud และ IT พื้นฐานสำหรับธุรกิจ เป็นตัวแทนแบรนด์ไอทีชั้นนำมากมาย ทั้ง Microsoft, Office 365, Google Workspace, Zendesk, SSL เรามีเจ้าหน้าที่พร้อมดูแลคุณ 24 ชม. ติดต่อเราเพื่อสอบถามผลิตภัณฑ์ ขอราคา หรือปรึกษาเรื่องไอที ได้เลยค่ะLine : @netway (มี @ ด้านหน้า) หรือhttps://bit.ly/line-netwayFacebook : m.me/netway.offcialTel : 02-055-1095Email : support@netway.co.thWeb Chat : [[URL]]/ #ให้เราช่วยคุณเรื่องไอที #การสื่อสาร Netway #มีครบจบที่เดียว #Office365 #Microsoft #Netway Communication
S/MIME Mailbox Validation Strict (MVS) Certificate ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นบริการ เพื่อใช้ยืนยันตัวตนในการใช้งานผ่านระบบ Email ที่เข้าใจทั่วไปในชื่อ S/MIME Certificateซึ่งในคู่มือนี้จะเป็นวิธีการสำหรับให้ลูกค้าดำเนินการ หลังจากที่ทางเราสั่งซื้อให้เรียบร้อยแล้ว เพื่อสามารถนำไปใช้งานได้ด้วยตนเองได้เลยวิธีการ1. หลังจากที่ทางเราสั่งซื้อเรียบร้อยแล้ว จะมี Email เพื่อยืนยันตัวตนส่งไปที่ลูกค้า โดยจะมี 2 Email คือ 1.1. Email ยืนยันข้อมูล (ไม่มี Link ใดๆ ให้คลิก) 1.2. Email เพื่อยืนยันตัวตนให้ยืนยันตัวตน โดยคลิก Link ในรูป ในหัวข้อ Complete SMIM Mailbox Validation Strict (MVS) Certificate และดำเนินการตามขั้นตอนโดยตรวจสอบ Email ให้ถูกต้อง และนำ Verification Code ใช้ยืนยันตัวตนเมื่อดำเนินการเรียบร้อยแล้ว จะได้รับข้อความแจ้งกลับว่ายืนยันตัวตนเรียบร้อยแล้ว ดังรูป2. เมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนการยืนยันตัวตนแล้ว ระบบจะส่ง Email ให้อีกครั้งหนึ่ง โดยเป็นการดาวน์โหลด S/MIME Certificate โดย Email จะเป็นลักษณะตามภาพให้คลิก Link ตามขั้นตอนใน Email เพื่อเริ่มดำเนินการจากนั้นระบบจะถามเรื่องการ Generate CSR ให้เลือกหัวข้อ "Generate CSR Automatically" และเลือก Key Size (แนะนำขั้นต่ำที่ 2048 ตามมาตรฐาน) และกด Submitถัดมา จะเข้าสู่หน้าดาวน์โหลดไฟล์ S/MIME Certificate ให้เลือก Certificate format เป็น "PKCS#12" และใส่รหัสผ่าน (เป็นรหัสผ่านตั้งใหม่ สำหรับไฟล์ PKCS#12 ซึ่งมีนามสกุลไฟล์เป็น .p12 หรือ .pfx)เมื่อเสร็จสิ้นตามขั้นตอนแล้ว ระบบจะทำการ Download ไฟล์ให้อัตโนมัติ โดยมีทั้งหมด 3 ไฟล์ คือ1. ไฟล์ S/MIME Certificate (MVS) สังเกตุจากไฟล์เป็นนามสกุล .p12 หรือ .pfx2. ไฟล์ private key (แนะนำให้เก็บไฟล์นี้ไว้อย่างดี เนื่องจากหากต้องการไฟล์ .p12 ใหม่ สามารถใช้ไฟล์นี้ขอ S/MIME Certificate ใหม่ได้)3. ไฟล์ public keyเมื่อจบขั้นตอนจนได้รับไฟล์ .p12 หรือ .pfx สามารถนำไฟล์ดังกล่าวไปติดตั้งเพื่อใช้งานกับโปรแกรม Email ที่ต้องการได้ต่อไป3. เพิ่มเติม กรณีต้องการดาวน์โหลดไฟล์ใหม่หลังจากขั้นตอนทั้งหมดเสร็จสิ้นแล้ว ระบบจะส่ง Email มาให้อีก 1 ฉบับ ซึ่งเป็น Email ที่มี Link สำหรับการ Download S/MIME Certificate ได้ภายหลัง ตามรูปในขั้นตอนการดาวน์โหลด S/MIME Certificate ใหม่ หากต้องการเป็นไฟล์ PKCS#12 จะต้องมีไฟล์ Private Key ที่ได้จากขั้นตอนการดาวน์โหลดก่อนหน้านี้ด้วยเช่นกันโดยให้ใส่ข้อมูลให้ครบถ้วน1. Certificate Format: PKCS#122. Private Key file ที่ได้จากขั้นตอนการดาวน์โหลดขั้นตอนแรก3. รหัสผ่านสำหรับไฟล์ PKCS#12จากนั้นเลือก Download ก็จะได้เป็นไฟล์ .p12 หรือ .pfx อีกครั้งหนึ่งเช่นเดิมหากมีข้อสงสัย หรือติดปัญหาส่วนใด สามารถติดต่อมาทางเรา เพื่อให้การช่วยเหลือได้ต่อไป_________________________________________________________________________________ Netway Communication ผู้ให้บริการ SSL อันดับหนึ่งของประเทศไทย เป็นตัวแทนแบรนด์ไอทีชั้นนำมากมาย คุ้มกว่าซื้อตรงกับราคาขายของเจ้าของแบรนด์ และไม่เสียภาษีนำเข้า พร้อมบริการตลอด 24 ชม. ออกบิล VAT ได้ ติดต่อเราเพื่อสอบถามผลิตภัณฑ์ ขอราคา หรือปรึกษาเรื่องไอที ได้เลยค่ะ Line : @netway (มี @ ด้านหน้า) หรือ https://bit.ly/line-netwayFacebook : m.me/netway.offcialTel : 02-055-1095Email : support@netway.co.thWeb Chat : [[URL]]/ #ให้เราช่วยคุณเรื่องไอที #การสื่อสาร Netway #มีครบจบที่เดียว #SSL
วันนี้อยากมาแชร์มุมมองและความรู้เล็กๆ น้อยๆ ให้ทุกคนในบริษัทเราได้รู้จักกันความหมายของการทำคอนเทนต์กัน ว่ามันคืออะไรกันแน่ และมันมีประโยชน์และสำคัญกับชีวิตของเรายังไง ก่อนอื่นเลยเรามาทำความรู้จักกันก่อนว่าจริงๆ แล้วคำว่า คอนเทนต์ (Content) ที่เราได้ยินเค้าพูดถึงกันบ่อยๆ มันคืออะไร คอนเทนต์ (Content) หมายถึง เนื้อหาหรือข้อมูลทุกประเภทที่อยู่บนสื่อออนไลน์ เช่น รูปภาพ บทความ คลิปวีดีโอ ไลฟ์สด ฯลฯ ถ้ามันคืออะไรที่อยู่บนสื่อออนไลน์แบบนี้ แล้วมันเกี่ยวข้องอะไรกับชีวิตส่วนตัวเราล่ะ? จริงๆ แล้วหากมองกันแบบง่ายๆ ทุกวันนี้แม้กระทั่งเราใช้ชีวิตอยู่บ้าน เวลาที่เราต้องการสื่อสารอะไรออกไปกับคนใกล้ตัว หรือคนรู้ใจ เพื่อต้องการดึงดูดให้เค้ามาสนใจเรานั้น จุดเริ่มต้นแรกเราก็ต้องคิดวางแผนในหัวเรากันแล้วใช่มั้ยว่า เอเราจะพูด หรือพิมพ์ข้อความยังไงดีน้า ยกตัวอย่างง่ายๆ แบบนี้ละกัน อย่างสำหรับคนโสดเลย สมมุติว่าคนโสดคนนี้เป็นสาวก Art Toy อยากจะไปสุ่มของเล่นสะสมที่เป็นแบบ Secret มากเลย และแน่นอนคนโสดคนนี้ก็ทำงานหาเงินเอง ใช้เงินตัวเอง อ่ะก็นักเลงพอนะที่จะตัดสินใจได้เลยไม่ต้องสร้างคำพูดสร้างคอนเทนต์อะไรเพื่อไปโน้มน้าว หรือขออนุมัติการเอางบจากใครเพื่อจะมาจุ่มเจ้า Art toy ตัวนี้ แต่ในทางกลับกันในอีกมุมนึงหากใครที่มีคนรู้ใจ หรือหวานใจ อยู่ข้างๆ และแบบว่าจะทำยังไงดีน๊า ที่จะทำให้หวานใจของเราอินไปกับเราและสนับสนุนเราจังเลย ที่นี้หละมันจะเริ่มละ เริ่มคิดในหัวละว่า เราจะพูดยังไง โน้มน้าวยังไงดี มันก็จะเริ่มคิดกลั่นกรองคำพูดต่างๆนาๆ หรือจะพิมพ์เป็นข้อความส่งไปหา และต้องเป็นคำพูด หรือข้อความที่พูดออกไปแล้ว ให้หวานใจของเราอยากฟัง อยากอ่าน หรือบางคนถึงขั้นอัดคลิป นำเสนอส่งให้กันเลยทีเดียว เพื่อจะได้รับการอนุมัติเห็นชอบกับเราในทันที ^^ เพราะเจ้า Art Toy นี้มันไม่ได้จบที่ตัวเดียวแน่นอนเลย เห็นมั้ยว่า แค่เรื่องเล็กๆน้อยๆในชีวิตประจำวันของเราแบบนี้หละมันก็เหมือนเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างคอนเทนต์ (Content) ขึ้นมาแล้ว แค่ขึ้นอยู่กับว่าเราจะ สร้างคอนเทนต์ (Content) นั้นเพื่อจุดประสงค์อะไร ทีนี้ลองมามองในอีกมุมในเชิงการทำธุรกิจกันดูบ้าง แน่นอนในเชิงของธุรกิจหรือการค้าขายนั้น เราก็จะมีจุดประสงค์ที่ชัดเจนออกไป เช่น อยากให้ลูกค้ารับรู้ว่าเราคือใคร เราทำอะไร และเพื่อวัถุประสงค์สุดท้ายเราจะสามารถสร้างรายได้และการสร้างเงิน ได้อย่างไง จึงเป็นจุดเริ่มต้นว่า ในธุรกิจต่างๆ จึงต้องเริ่มสร้างตัวตน และแน่นอนในธุรกิจของ Netway เราเองตอนนี้ การสร้างคอนเทนต์ (Content) ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างตัวตนขึ้นมาใหม่อีกครั้ง จากที่เราเคยสร้างมานานแล้ว แต่ก็ได้เงียบหายจากไปอาจจะเป็นที่รู้จักกับลูกค้าเก่าอยูบ้าง หรืออาจถูกลืมไปบ้าง แต่เวลานี้เราจะเริ่มกลับมาสร้างตัวตนใหม่กันอีกครั้งเพื่อให้เราได้เรียนรู้ว่าลูกค้าของเราจริงๆ คือใครเป็นใครกันบ้างที่วิ่งมาหาเรา ดังนั้นเราก็ต้องมาเลือกกันว่า เราจะวิธีเลือกคอนเทนต์แบบไหนเพื่อให้ดึงดูดคนมากที่สุด อย่างที่บอกไปก่อนข้างต้นนั้น ว่า “คอนเทนต์ (Content)” คืออะไร เดี๋ยวทบทวนให้ใหม่อีกครั้งนะ คอนเทนต์ (Content) หมายถึง เนื้อหาหรือข้อมูลทุกประเภทที่อยู่บนสื่อออนไลน์ เช่น รูปภาพ บทความ คลิปวีดีโอ ไลฟ์สด ฯลฯ เวลาทำคอนเทนต์ หรือโพสต์อะไรก็ตามลงในโซเชียลมีเดีย สิ่งที่คนส่วนใหญ่ทำผิดมหันด์เลยคือ ทำคอนเทนต์ที่ตัวเองอยากทำ แทนที่จะทำคอนเทนต์ที่คนอยากดู ตัวอย่างการทำคอนเทนต์ที่ตัวเองอยากทำ เช่น การลงรูปที่ตัวเองไปเที่ยว หรือไปจัดอีเวนท์ ถ้าคนเค้าไม่รู้จักเรา เค้าจะไม่สนใจว่าเราจะไปไหนหรือทำอะไร เราอาจจะเห็นดาราหรือคนดังบางคนทำคอนเทนต์ประเภทนี้แล้วมีคนดูเยอะ แต่เราก็ต้องรู้ว่า คนเหล่านั้นมีชื่อเสียง มีคนติดตามอยู่แล้ว แน่นอนว่าแฟนคลับของเขาก็ต้องอยากรู้เรื่องส่วนตัวที่พวกเขาทำเป็นธรรมดา แต่หากเรายังไม่เป็นที่รู้จักมากพอ เราไม่ใช่คนมีชื่อเสียง สิ่งเดียวที่จะทำให้คนเข้ามาดูเราได้คือ คอนเทนต์ประเภท “ความรู้” มันต้องเป็นอะไรที่มีประโยชน์ คนดูได้คุณค่า เขาถึงจะเข้ามาตั้งแต่แรก การเลือกคอนเทนต์ = การเลือกจุดประสงค์ของช่อง เพจที่ดี หรือช่องทางในการสร้างคอนเทนต์ที่ดี ควรมีคอนเทนต์หลัก 1 คอนเทนต์ เพื่อที่คนดูจะได้ไม่งงว่าเพจนี้เกี่ยวกับอะไร และคอนเทนต์นั้น ควรเป็นสิ่งที่ตลาดและมีคนสนใจอยู่แล้ว 3 หัวข้อที่คนให้ความสนใจอยู่เสมอ ไม่ว่าจะยุคไหน หรือเศรษฐกิจจะเป็นยังไง ได้แก่ สุขภาพ ความสัมพันธ์และการออกเดท การทำธุรกิจและการบริหารจัดการเงิน ยกตัวอย่าง หากเราเลือกทำเพจที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ อย่าทำเกี่ยวกับสุขภาพโดยรวม ให้ทำหัวข้อที่เฉพาะเจาะจง เช่น การดูแลสุขภาพโดยการเต้นแอโรบิค การดูแลสุขภาพโดยการกินอาหารมังสวิรัติ การดูแลสุขภาพแบบลดแรงกระแทกสำหรับผู้สูงวัย เป็นต้น ข้อควรระวัง! ไม่ควรเลือกหัวข้อที่กว้างเกินไป เพราะจะทำให้เพจของเราดูธรรมดา มีข้อมูลแบบทั่วๆ ไป ไม่ได้เฉพาะเจาะจง ไม่ได้ทำให้รู้สึกพิเศษอะไร 28 ตลาดเฉพาะที่ดีที่สุด The 28 “Best Niches From The Niche Intelligence Report” Cr.เอเบน พากัน สุขภาพ 1. การลดน้ำหนักโดยวิธีธรรมชาติ 2. การจัดการกับความเครียด 3. การสร้างกล้ามเนื้อ 4. การออกกำลังกายแบบลดแรงกระแทก 5. การลดไขมันในร่างกาย 6. อาหารออแกนิก 7. อาหารที่ไม่ผ่านการแปรรูป 8. การรักษาโรคต่างๆ ด้วยกรรมวิธีธรรมชาติ 9. การรักษาสุขภาพแบบองค์รวม (ใช้กีฬาหรือการออกกำลัง 1 ประเภทเป็นคอนเทนต์นำของเพจ) 10. วิธีรักษาโรคใดโรคหนึ่ง โดยเฉพาะ ความสัมพันธ์และการออกเดท 11. การออกเดท 12. ความสัมพันธ์ต่างๆ 13. ชีวิตการแต่งงาน 14. ความสัมพันธ์ทางเพศ (แก้ปัญหาต่างๆ) 15. แก้ปัญหาความขัดแย้ง 16. แก้ปัญหาการหย่าร้าง 17. การใช้ภาษากาย 18. การเลี้ยงลูก 19. การศึกษา (หรือการสอนภาษา) การทำธุรกิจ & การบริหารจัดการเงิน 20. อสังหาริมทรัพย์ 21. คริปโต 22. การลงทุน 23. วางแผนการเกษียณอายุ 24. การจัดการบริหารหนี้สิน 25. การหาเงิน 26. การตลาด (ออนไลน์) 27. การบริหารเวลา 28. การหางานที่ใช่ ถ้าทำคอนเทนต์ตลกๆ ที่ให้เสียงหัวเราะ ให้ความสนุกสนาน หรือคลิปเต้นให้ความบันเทิงได้มั้ย? ได้ แต่จะสร้างเงินได้ยาก เพราะคอนเทนต์แนวบันเทิงคนจะชอบดูฟรี ไม่อยากเสียเงิน และไม่ให้คุณค่ากับสิ่ที่เราทำ และชื่อเสียงของเรา อยู่กับเรานานกว่าที่เราคิด หากเราทำคลิปตลกๆ ไร้สาระ อาจทำให้คนที่อยากทำธุรกิจกับเราในอนาคต มีภาพติดตาที่ทำให้รู้สึกว่าเราดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือ ถ้าเราเป็นแม่ค้าขายของออนไลน์ จำเป็นต้องทำคอนเทนต์มั้ย หากเรามีสินค้าอยู่แล้ว ให้คิดอยู่เสมอว่า คอนเทนต์ประเภทไหนที่จะทำให้มีกลุ่มลูกค้าของเรามาดู ตัวอย่างเช่น สินค้าของเราคือครีมบำรุงหน้า คอนเทนต์ที่จะดึงดูดคนที่ซื้อครีมบำรุงก็ต้องเป็นคอนเทนต์เกี่ยวกับสุขภาพผิว การดูแลผิว เพราะฉะนั้น หากเราทำคลิปให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลผิว ก็จะเป็นการดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่ตรงกับความต้องการของสินค้าเข้ามา ขายอย่างเดียวได้มั้ย จำเป็นต้องทำคอนเทนต์รึเปล่า หากเพจของเรามีแต่การขายของ ไม่มีใครอยากกดติดตามเพจเรา เพราะคนจะรู้สึกว่าเราอยากได้อย่างเดียว ไม่มีอะไรให้เขาก่อนเลย เหมือนเวลาเราไปเดินห้าง แล้วมีคนยัดสินค้าอะไรไม่รู้ ใส่มาในมือเรา แล้วมาเก็บเงินเรา แบบนี้เรียกว่าการขายแบบยัดเยียด ซึ่งไม่มีใครชอบ แต่หากเราทำคอนเทนต์ที่เป็นประโยชน์ให้ความรู้ไปก่อน คนย่อมอยากกดติดตามเพจเราเอาไว้ เพราะรู้ว่าจะได้ประโยชน์แบบนี้อีกเรื่อยๆ และการทำคอนเทนต์ยังเป็นการสร้างความเชื่อใจระหว่างตัวเราและคนติดตามอีกด้วย จากสิ่งที่เล่าให้ทุกคนฟังจากข้างต้นนี้ ก็หวังว่าทุกคนคงจะเริ่มมองเห็นภาพ และเข้าใจความหมายของการทำคอนเทนต์มากขึ้นกันแล้ว ที่นี้มาดูกันต่อว่า เอ๊ะ! และการเขียนคอนเทนต์นี้เราจำเป็นต้องคิดเอง ทั้งหมดหรือไม่ วิธีหาคอนเทนต์ฟรี! ไม่มีวันหมดอายุ สิ่งที่ทุกคนส่วนใหญ่เข้าใจผิด: เราต้องเป็นคนคิดคอนเทนต์ขึ้นมาเอง ทุกอย่างต้องมาจากตัวเราหมด สิ่งที่ถูกต้อง:เราไม่สามารถคิดเองได้ตลอด ถ้าเราคิดเองอย่างเดียว แชร์ความรู้ของตัวเองออกไปหมด ไม่เติมข้อมูลใหม่ๆ ให้ตัวเองเลย เราจะแห้งเหี่ยวและหมดไฟทำคอนเทนต์ไปในที่สุดคนที่คิดคอนเทนต์เก่งทุกคนในโลกออนไลน์ รู้วิธีการ “ค้นคว้าหาข้อมูล” จากแหล่งข้อมูลที่หลากหลายด้วยตัวเอง อย่าง Netway เราเอง เราเป็น Partner กับเจ้าของ Product อยู่หลากหลายบริษัทฯ ไม่ว่าจะเป็น Microsoft, Google, cPanel, DigiCert และอื่นๆ อีกหลายบริษัท และแน่นอนในแต่ละบริษัทนั้นก็ต้องมีแหล่งข้อมูลที่ทำให้เราสามารถเข้าไปเรียนรู้และศึกษาอยู่ตลอดเวลา นั่นก็คือ แหล่ง “ค้นคว้าหาข้อมูล” ของเรานั่นเอง ที่นี้เห็นแล้วใช่มั้ยว่า การคิดคอนเทนต์นั้นก็ไม่จำเป็นที่เราจะต้องคิดเองตลอดเวลา บางคอนเทนต์อาจเป็นการเขียนจากการเล่าเรื่อง จากประสบการณ์ตรงกับสิ่งที่เราใช้งานมา เช่น ฝ่ายบัญชีของบริษัท มีความคุ้นเคยกับเรื่องการออกใบกำกับภาษี การใช้โปรแกรม DBC ก็สามารถที่จะแชร์ความรู้และประสบการณ์ต่างๆ นี้ออกมาได้เช่นกัน วิธีการนำคอนเทนต์มาทำโพสท์ พอเราได้ข้อมูลมาแล้ว ก็ถึงเวลาที่เราจะนำข้อมูลมาโพสท์ โดยที่รูปแบบโพสท์ที่เหมาะกับโซเชียลมีเดียช่องทางต่างๆ มีดังนี้ ช่องทาง รูปภาพ คลิป/ไลฟ์ ข้อความสเตตัส บทความ เฟสบุ๊ค ยูทูป เว็บไซต์ ติ๊กต็อก อินสตาแกรม (IG) หมายเหตุ : รูปแบบของคอนเทนต์ที่เหมาะกับโซเชียลแต่ละช่องทาง สามารถทำได้นอกเหนือจากในตารางนี้ (ไม่มีกฎตายตัว) เช่น เราสามารถลงรูปภาพในยูทูปได้ ตารางนี้มีไว้เพื่อแสดงให้เห็นว่า รูปแบบคอนเทนต์แบบไหนเหมาะกับโซเชียลประเภทไหนเท่านั้นเอง ประเภทของคอนเทนต์ รูปภาพ คลิปวีดีโอหรือไลฟ์ ข้อความสเตตัส (Status) เอาหละสำหรับวันนี้ก็ขอมาแชร์และแบ่งปันความรู้เล็กๆน้อยส่วนนี้ให้ทุกคนได้ทำความเข้าใจกับความสำคัญของการทำคอนเทนต์แคนี้ก่อน หวังว่าคงจะได้รับประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะคะ ไว้มีโอกาสจะมาแบ่งปันความรู้เรื่องการทำคอนเทนต์ให้เพิ่มเติมอีกใน Part 2 สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกคนได้ไปลงมือทำอย่างสม่ำเสมอ ทุกครั้งที่ทุกคนติดไม่รู้จะโพสยังไง ให้กลับมาอ่านบทความนี้ ทบทวนซ้ำๆ และเดี๋ยวจะมาเพิ่มเนื้อหาส่วนอื่นๆ ให้ใน Part ต่อไปนะคะ เช่นมาดูว่าการโพสท์คอนเทนต์แต่ละละรูปภาพ ควรมีองค์ประกอบอะไรบ้าง การจัดเวลาทำคอนเทนต์ให้โพสท์ได้ตลอดทั้งเดือน และการดูผลลัพธ์ เพื่อดูว่าโพสหรือคอนเทนต์ไหนดีหรือไม่ดี หากโพสท์ไหนได้ผลลัพธ์ดีให้เราทำอีก ถ้าไม่ดี ให้เลี่ยง ไม่ต้องทำอีก แน่นอนหละสุดท้ายแล้วจุดประสงค์ใหญ่ของบริษัทเรากับจุดเริ่มต้นของการเริ่มสร้างคอนเทนต์นั้นก็คงหนีไม่พ้น อยากให้ทุกคนได้สร้างคุณค่าให้กับตัวเอง ให้ตัวเองได้ตะโกนกันได้แบบเสียงดังๆ ในวันที่ตัวเองต้องการอะไรสักอย่างจากบริษัท และก็จบกันที่ สามารถสร้างรายได้และการสร้างเงินให้กับบริษัทของเรา ให้มากขึ้น นั่นเอง Cr.หนังสือสรุปสูตรทำคอนเทนต์เป็นเห็นเงินล้าน Content Marketing For Beginner ครูติน่า เทย์เลอร์